ปปช.แฉตำรวจครองแชมป์โดนร้อง

วิชาเดินหน้าวิจัยผ่าโครงสร้างกะล้างบางการใช้อำนาจเถื่อนเสรีเตือนนายกฯเสี่ยงขัดรธน.

เสรี สุวรรณภานนท์ ห่วงการใช้อำนาจของ อภิสิทธิ์ ตั้งรักษาการแทน ผบ.ตร. อาจใช้อำนาจมิชอบ ชี้ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ม.268-266 ระบุ นายกรัฐมนตรี ต้องมีภาวะความเป็นผู้นำให้ผู้อื่นยอมรับนับถือ ในการบริหารประเทศ จึงควรอยู่เหนือความบาดหมางทั้งปวง ต้องไม่แสดงอารมณ์ เพราะทุกอย่างไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ซัดวอล์เปเปอร์ เลี้ยงแกะ อย่าปากพล่อย ด้าน วิชา มหาคุณ ลุยวิจัย ผ่าโครงสร้างองค์กรตำรวจ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เดือนหน้ารู้ผล ก่อนเสนอรัฐบาลแก้กฎหมายที่เป็นปัญหา เพื่อปิดช่องโหว่และแก้ไขปัญหาในอนาคต ด้าน พร้อมพงษ์ ตั้งฉายา มาร์ค ม.157 จุ้นโผโยกย้าย นายตำรวจระดับนายพัน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เตือนอย่าฟังคนใกล้ชิดมาก พร้อมเรียกร้องให้ ผบ.ตร.แสดงอารยะขัดขืน เพื่อให้ยุติการแทรกแซง ยุตำรวจแต่งดำประท้วง

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า ขณะนี้มีหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สตช. และกรรมาธิการของสภา กำลังตรวจสอบอยู่แล้ว หาก ป.ป.ช. เข้าไปอีก จะกลายเป็นว่าแต่ละหน่วยงานเข้าไปวุ่นวาย ในเบื้องต้นอย่างน้อยเวลาทำสำนวนก็ต้องขอให้ต้นสังกัดเข้ามาชี้แจงก่อน ซึ่งขณะนี้ สตช. ก็ได้ทำเบื้องต้นนั้นแล้ว ส่วน ป.ป.ช.ได้แต่เฝ้าจับตาดูและรับฟังข้อมูลเท่านั้น เพราะยังไม่มีใครยื่นร้องเรียนเรื่องดังกล่าวมายัง ป.ป.ช. แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขณะนี้ ป.ป.ช. กำลังทำเรื่องใหญ่คือ เรื่องการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบของตำรวจ ซึ่งตนเป็นประธานอนุกรรมการศึกษามาตรการป้องกันเพื่อปรับปรุงกระบวนการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยอนุ กรรมการฯ ทำการศึกษาทั้งระบบในรูปแบบงานวิจัยซึ่งถือเป็นงานใหญ่ชิ้นหนึ่ง และช่วงปลายเดือน ส.ค. หรือต้นเดือน ก.ย.นี้ จะมีการสรุปงานวิจัยดังกล่าวก่อนที่จะมีการจัดสัมมนาใหญ่อีกครั้งประมาณปลายเดือน ก.ย.

ในงานวิจัยดังกล่าวจะมีเนื้อหาเกี่ยว ข้องกับกรณีปัญหาว่าทำไมตำรวจจึงถูกร้องเรียนจำนวนมาก มีเรื่องการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ การเข้าสู่ตำแหน่งของตำรวจ ประเพณีของตำรวจ วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างไร และจะมีการแก้ไขอย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อมูลที่มีการร้องเรียนเข้ามา เป็นการศึกษาตรวจสอบในองค์กรตำรวจโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามอนุกรรมการฯ ได้หยิบหัวข้อนี้ขึ้นมาทำวิจัยเนื่องจากข้าราชการตำรวจเป็นกลุ่มที่ถูกร้องเรียนเข้ามาที่ ป.ป.ช.มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวและว่า นอกจากงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการใช้อำนาจของตำรวจแล้วทางคณะกรรมการวิจัย ที่นายเมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช.รับผิดชอบ กำลังทำเรื่องข้าว พืชผลการเกษตร รวมทั้งเรื่องการใช้ที่ดินและการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ การใช้ที่ดินของรัฐโดยมิชอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่างานวิจัยเรื่องตำรวจ จะมีข้อเสนอแนะในเรื่องบทลงโทษใดด้วยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า มีกฎหมายรองรับอยู่แล้วว่า อำนาจของ ป.ป.ช.สามารถเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานนั้นแก้ไขปัญหา แล้วเสนอสภาแก้ข้อกฎหมายได้ ซึ่งเมื่อได้ผลวิจัยออกมาก็จะนำไปสู่การเสนอแก้ข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาเหล่านั้น เมื่อถามว่าหากพบว่าส่วนใดเป็นคดีความแล้ว สามารถหยิบออกมาดำเนินการได้หรือไม่ นาย วิชา กล่าวว่า ในส่วนของคดีทาง ป.ป.ช.ดำเนินการอยู่แล้ว จะไม่เกี่ยวกัน การที่เราตรวจสอบพบว่ามีคดีเหล่านี้ซ้ำซากหรือไม่ ปัญหาที่เกิดขึ้น กับตำรวจจำนวนมาก ทำให้ต้องค้นลงไปว่ามันเกิดอะไาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อปิดช่องโหว่และแก้ไขปัญหาในอนาคต

ที่ชมรมนักข่าว จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 08.00 น. วันเดียวกัน นายประมุข เงินพรหม อายุ 30 ปี ผู้จัดการโรงพิมพ์ประยูรการพิมพ์ เลขที่ 5 สี่แยกหัวถนน-ศาลามีชัย ต.ในเมือง ได้นำบันทึกประจำวัน เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา ตนได้ขี่รถ จยย.ไปรับภรรยาที่เฝ้าไข้ญาติอยู่ที่ รพ.นครพัฒน์ ขณะเลี้ยวเข้าถนนพัฒนาการคูขวาง ซึ่งค่อนข้างมืดและเกิดคดีอาชญากรรมเป็นประจำ ได้มีชายฉกรรจ์แต่งกายคล้ายตำรวจ 2-3 คน โผล่ออกมาจากมุมมืดกวักมือเรียก พร้อมส่งเสียงตะคอกให้ตนหยุดรถ แต่ตนตกใจและไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรืออาจเป็นคนร้าย จึงไม่กล้าหยุดรถ และขับต่อไปได้ 10-15 เมตร ชายดังกล่าวได้ใช้กระบองขว้างใส่ ถูกหน้าแข้งทำให้รถเสียหลักล้มคว่ำ

หลังจากนั้นตำรวจในเครื่องแบบ 5-6 คน กรูกันออกมาจากมุมมืดเข้าไปควบคุมตัวตน พร้อมพูดจาข่มขู่ ตรวจค้นร่างกาย และรถ จยย. แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และพยายามจะควบคุมตัวไปโรงพักดำเนินคดีในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ตนจึงบอกว่าพ่อชื่อ นายประยูร เงินพรหม เจ้าของโรงพิมพ์ประยูรการพิมพ์ เจ้าหน้าที่จึงพา ไปส่ง รพ.นครพัฒน์ ก่อนจะแยกย้ายกันไป โดยแพทย์ตรวจบาดแผล และเอกซเรย์หน้าแข้งพบ ว่ากระดูกหน้าแข้งแตกร้าว พร้อมใช้ผ้าก๊อซพัน ปิดบาดแผลและดามหน้าแข้ง ก่อนจะอนุญาตให้กลับบ้าน

ผมเสียความรู้สึกกับพฤติกรรมของตำรวจเป็นอย่างมาก ทราบว่าคนที่ใช้กระบองขว้างใส่ตนจนบาดเจ็บเป็น ร.ต.อ. ตนจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายตำรวจคนดังกล่าว แต่ตำรวจไม่ยอมรับแจ้งความ แค่ลงบันทึกประจำวันไว้กว้าง ๆ ผมจึงนำบันทึกประจำวันมาเป็นหลักฐานในการร้องเรียนขอความเป็นธรรม ผ่านผู้สื่อข่าวไปยัง นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ต่อไป นายประมุข กล่าว

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายกฯตั้งรักษาการผบ.ตร. ในขณะที่ ผบ.ตร.ก็ยังอยู่ในประเทศไทย ว่า ถือเป็นสิ่งที่ผิดจารีตประเพณีของระบบราชการไทยอย่างยิ่งที่มีการตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ทั้งที่ ผบ.ตร.ตัวจริงยัง อยู่ในประเทศ จึงอยากจะเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าตอนเป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ถูกเรียกว่า มาร์ค ม.7 ในการขอนายกฯ พระราชทาน แต่พอมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กำลังจะเป็น มาร์ค ม.157 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีทีท่าจะเข้าไปล้วงลูกเปลี่ยนโผตำรวจระดับรองผู้บังคับการและการแต่งตั้งตำรวจระดับนายพัน จึงอยากเตือนว่านายอภิสิทธิ์ อย่าไปฟังคนใกล้ชิดมาก ขอให้ปรึกษานักกฎหมายที่อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท ให้แสดงศักดิ์ศรีของ ผู้นำองค์กรตำรวจ ให้ออกมาแสดงอารยะขัดขืน เพื่อบอกไปยังรัฐบาลให้ยุติการเข้ามาแทรกแซงองค์กรตำรวจ และขอให้ พล.ต.อ.พัชรวาท อย่าลาออก ขอให้อยู่จนเกษียณอายุราชการ และขอให้ข้าราชการตำรวจออกมาแต่งชุดดำ จะกี่วัน ก็ได้เพื่อบอกให้ฝ่ายการเมืองรู้ว่า อย่าเข้ามาแทรกแซงในองค์กร และขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีว่า หากไม่อยากให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ปฏิบัติหน้าที่ก็ให้ย้ายไปช่วยราชการสำนักนายกฯ แต่อยู่ที่ว่านายกฯจะกล้าหรือไม่เท่านั้น

ทางด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในฐานะคณะที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ว่า ห่วงใยต่อการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารบ้านเมือง ที่จะต้องมีภาวะความเป็นผู้นำให้ผู้อื่นยอมรับนับถือ คือผู้นำในการบริหารประเทศ จึงควรอยู่เหนือความบาดหมางทั้งระเทศควรต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่ดูเหมือนปัญหาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะกลายเป็นปัญหาส่วนตัวของนายกฯกับ ผบ.ตร.ไป จึง เกิดข้อวิจารณ์ว่าการกระทำของนายกฯดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะความเป็นนายกฯจะต้องมีความสุขุมรอบ คอบ ไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ เพราะทุกอย่างไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่อง ส่วนรวม

นายเสรี กล่าวต่อว่า การมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) ทำหน้าที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ ในระหว่างที่ ผบ.ตร.ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 13-18 ส.ค. นั้น ถึงแม้ว่าจะชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเหตุที่ให้ไป เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญตามที่กล่าวอ้าง เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ แต่หากเป็นเพียงการตั้งรักษาการ ผบ.ตร. เพื่อให้รักษาการฯ มาจัดโผตำรวจแทน ผบ.ตร.ตัวจริง นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นว่า ไม่มีเจตนาที่จะให้ ผบ.ตร.ไปปฏิบัติราชการภาคใต้จริง แต่มีเจตนาจะให้ผู้รักษาการฯไปจัดโผตำรวจแทน ซึ่งในส่วนนี้จะกลายเป็นการก้าวก่ายแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ อันเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266

อดีตรองประธาน ส.ส.ร. กล่าวต่อว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จึงพึงต้องระมัดระวังการใช้อำนาจอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วการปฏิบัติเช่นนี้จะกลายเป็นการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติให้รัฐบาลต่อ ๆ ไปทำเป็นเยี่ยงอย่าง นำ วิธีการตั้งผู้รักษาการแทนไปใช้กับหน่วยงานอื่น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนทำงานในสิ่งที่ตนต้องการ และในที่สุดจะกลายเป็นมีอำนาจ แล้วใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ระมัดระวัง หรือลุ แก่อำนาจไป ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่กลับมาทำร้าย บ้านเมืองในที่สุด

ขณะนี้มีความเป็นห่วงว่า หลังจากวันที่ 18 ส.ค. จะมีเกมอะไรเล่นกันอีกหรือไม่ ซึ่ง ประชาชนกำลังติดตาม และในที่สุดก็จะมีคนออกมาคัดค้านการบริหารบ้านเมืองที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน นายเสรีกล่าวและว่า ส่วน ส.ส.ที่เสนอประเด็นเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ควรต้องออกมารับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง โดยการชี้ตัวและนำหลักฐานคนซื้อขาย ตำแหน่งออกมาแสดง ต้องเอาผิดเอาโทษให้ถึงที่สุด ไม่ใช่พูดแบบไม่รับผิดชอบ หรือพูดแล้วใครหรือหน่วยงานใดจะเสียหายหรือไม่ก็ช่าง อย่า พูดทิ้ง ๆ ขาดความรับผิดชอบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไป

ทางด้านเอแบคโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,456 ครัวเรือน ใน 17 จังหวัดพบว่า ร้อยละ89.4 ต้องการให้ ผบ.ตร.คนใหม่ เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 88.3 ให้ทำเรื่องปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 86.7 เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อองค์กรตำรวจ ขณะที่ ร้อยละ 60.5 เห็นด้วยที่ นายกฯแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็น ผบ.ตร. คนใหม่.

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!