'' แก๊ง5 เสือ กองสลากไม่มีแล้ว''

แม้ล่าสุดคณะกรรมการกฤษฎีกา จะยืนยันว่าคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถดำเนินการออกหวยออนไลน์ได้ โดยไม่เป็นการผิดกฎหมาย ขั้นตอนขณะนี้จึงเหลือเพียงรอผลการศึกษาผลกระทบด้านสังคม ซึ่งมีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หนึ่งในกรรมการ เป็นผู้รับผิดชอบ ก่อนที่บอร์ดสนง.สลากฯจะตัดสินใจเดินหน้าหรือไม่ แต่ตราบที่หวยออนไลน์ยังไม่เกิด การจำหน่ายสลากเกินราคายังคงเป็นปัญหาต่อ

อะไรเป็นต้นตอ และกระแสข่าวที่ว่าแก๊ง 5 เสือสลาก ฯกลับคืนชีพจริงหรือ นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสนง.สลากฯ ให้สัมภาษณ์ดังนี้ ....

*ต้นเหตุสลากเกินราคา

ราคาสลากที่เพิ่มเป็น 110-120 บาทต่อชุด จากราคาสลากปกติ 80 บาท มีที่มา 2 -3 สาเหตุ คือ 1. เดิมเรามีหวยบนดิน แต่พอมาปี 2549 เรายกเลิกหวยบนดิน คือแน่ ๆเราไม่ได้เพิ่มจำนวนสลาก ยังจำนวนเท่าเดิมมันเลยทำให้เกิดความต้องการซื้อ ( ดีมานด์ )มากและปัจจัยที่มาสนับสนุนกำลังซื้อคือปัจจุบันคนไม่นิยมซื้อหวยเถื่อน หรือหวยใต้ดิน เพราะเกิดการเอาเปรียบจึงกลับมาซื้อสลากปกติก็เป็นโอกาสที่ผู้ขายเอาเปรียบ พอรู้ว่าสินค้าขายดี ผู้ขายก็โก่งราคา เท่าที่ผมดูปัญหาสลากเกินราคาเวลานี้ เป็นปัญหาจากเรื่องดีมานด์และซัพพลายเพียงอย่างเดียว

ที่ต้องดำเนินการคือการเพิ่มสินค้าลงไปในตลาด แต่การเพิ่มสินค้า ไม่ใช่อำนาจของสำนักงานสลาก ฯแต่เป็นอำนาจของบอร์ด รวมทั้งต้องเป็นนโยบายของรัฐด้วย เนื่องจากมันเป็นสินค้าสีเทา จำเป็นต้องมีนโยบายของรัฐออกมา เพราะมีผลกระทบพอสมควร โดยปัจจุบัน สลากที่พิมพ์กันอยู่ 46 ล้านฉบับต่องวด ประสิทธิภาพที่เราจะผลิตได้คำนวณอยู่ที่ 60 ล้านฉบับ มันต้องเพิ่มถ้าเรายังอยากตรึงราคา ก็คงต้องเพิ่มอีก 14 ล้านฉบับ หรือเพิ่มเป็น 70 ล้านฉบับ ผมว่าราคาลงแน่น่าจะลงได้ถึง 80 บาทหรือต่ำกว่า

*ใครได้ประโยชน์ ?

จะพูดอย่างไรว่า คนได้โควตาได้ประโยชน์มันก็มีส่วน ถ้าเขามีสิทธิ์อยู่ แต่ถ้าเขาขายในราคาที่กำหนดก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะพึงทำได้ แต่ถ้าบวกราคาเกินก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เรากำลังแก้ปัญหาที่จะไม่ให้คนได้โควตาไปบวกเอากับคนที่รับช่วง ไม่ว่าคนรับโควตาขายเองก็ดี ขายให้กับผู้รับช่วงก็ดี โดยต้นทุนสลากปัจจุบันอยู่ที่คู่ละ 80 บาท และมีส่วนลด ( ดิสเคาต์ ) คือ 8% เราขายที่ 73.60 บาทหรือลดลงให้ 6.40 บาท ดังนั้นเมื่อขายต่อก็ไม่ควรขายเกิน 80 บาท เพราะได้ส่วนลดจากสนง.ไปแล้ว แต่ในภาวะที่ตลาดเกิดความต้องการสูง ก็จะมีคนเสนอให้เขาเพิ่มอีก 2 บาทเป็น 82 บาท มันเป็นความสมยอม ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะจัดการเขาได้อย่างไร คนขาย 82 บาทก็ยังมีคนซื้อ แต่เมื่อมีคนซื้อ 82 บาทแต่ถ้ามีคนบอกว่าจะขอซื้อเลขดีโดยให้ 85 บาทต่อฉบับ ก็ได้อีกคนละ 3 บาท แต่พอเดินขายประจำซอย คนซื้อบอกว่าไม่ต้องออกไปข้างนอกราคาก็ขึ้น 90 บาท มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนมีความต้องการซื้อมาก แต่ถ้าเรามีปริมาณสินค้าในจำนวนที่เพียงพอ คนซื้อมีช่องทางเลือกซื้อมากขึ้น การจะขยับราคาเป็นทอด ๆจะลดน้อยลง

*จำเป็นต้องมีโควตา ?

โควตามีส่วนอย่างมากที่ดันราคาให้สูงขึ้น แต่ถามว่าอย่างนี้ไม่มีโควตาได้หรือไม่ ต้องตอบว่าไม่ได้ 1.เพราะสลากเป็นสินค้ามีอายุจำกัด เมื่อพ้น 15 วันมันก็เป็นเศษกระดาษไม่มีค่าทันที ดังนั้นในจำนวนอายุสินค้าที่มีเพียง 15 วัน มันจำเป็นต้องมีผู้มารับผิดชอบ จะมาบอกว่าวันนี้รับ วันนี้ไม่รับไม่ได้ เพราะเราต้องนำเงินส่งรัฐตามเป้า 2. เราผลิตแล้ว จะเหลือไม่ได้ ถ้าเหลือมันก็คือเศษกระดาษ 3.ระบบของมันกำหนดให้เกี่ยวพันกับตัวเงินที่ต้องนำส่งธนาคารแน่นอนชัดเจนว่าจะต้องมีผู้นำส่งค่าตลาด ก่อนระยะเวลาหนึ่งฉะนั้นมันเลยต้องมีระบบผู้ที่ครอบครองสลากเป็นผู้รับผิดชอบ จึงทำให้เกิดโควตา

แต่การเปลี่ยนแปลงของผู้ได้โควตาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ 1.ผู้มีโควตากระทำความผิด จะถูกยึดโควตากลับ คือเราไม่ขายให้คุณแล้ว ก็ไปจัดให้ผู้อื่นแทน 2. ผู้มีโควตาถึงแก่กรรมก็ต้องจัดให้ผู้อื่น

ถามว่าเราจะรื้อโควตาได้หรือไม่ สลากทั้ง 46 ล้านฉบับ ไม่ได้ เพราะเวลามันแค่ 15 วัน มันไม่สามารถจัดขายสลากให้กับรายใหม่ใน 15 วันได้ทันที ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้เราก็ต้องผ่อน แบบไม่ทันทีทันใด ซึ่งถ้ามีปัญหา รายใดรายหนึ่งก็จะเลิก หาผู้อื่นสวมแทน

*สลากขายเกินราคา ฟ้องสคบ. ?

มีคนไปฟ้องเช่นกัน แต่ถามว่าไปฟ้องจะเอาผิดใคร จะฟ้องสนง.สลากฯก็ไม่ได้ เพราะสนง.สลากฯขายไปก็มีหลักฐานชัดแจ้ง เราขายไปตามราคา คือไม่มีหลักฐานเอาผิดเราได้ มันเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการบริโภค ไม่เหมือนหมูที่ขึ้นราคา และ สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ) ต้องไปตรวจ เคยมีคนโวยวายฟ้องผมก็อยากรู้ว่าเมื่อคดีถึงที่สุดจะจบอย่างไร เพราะถ้าเราเป็นจำเลยมันไม่ใช่เพราะเราขายตามราคา

*แก๊ง 5 เสือยังมี ?

นั่นมันเป็นอดีตยอมรับว่ามี บุคคลเหล่านี้เราต้องให้เกียรติเขาประกอบอาชีพอย่างสุจรติ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ก็ขายสลากมา กระทั่งสนง.สลากฯมีผู้อำนวยการ ผมบอกว่าคนเหล่านี้คือผู้อำนวยการตัวจริง เพราะผมก็แค่ไปเป็นตามวาระ แต่พ่อค้าเหล่านี้อยู่ตลาดมา 30-40 ปี เขารู้เส้นทาง ถามว่าเขาผิดไหมไม่ผิดกฎหมาย เพราะในจังหวะที่เขาค้าขาย เขารู้ลู่ทางของการค้าขาย และเราก็เห็นว่าควรมีเอาต์ซอร์ซเลยตั้งเป็นบริษัท ถ้าต้องเอาต์ซอร์ซเพื่อเอาสลากไปกระจาย ซึ่งก็มีผลดี เพราะถ้าสลากนั้นเกินราคา เราก็สามารถไปเล่นงานกลับกับบริษัทแห่งนี้ได้ คือจับ ฟ้องร้องเขาได้ เพราะผมรู้ว่าบริษัทเหล่านี้รับไป

* แต่ถ้ามันกระจายคนมากไป มันตามไม่ได้ สมัยนั้นบริษัทเหล่านั้นก็รับไป 5 บริษัทบริษัทละ 1 ล้านฉบับ ผมมองว่าเป็นการดี เป็นการคุมตลาด แต่พอมาในสมัย รัฐมนตรีช่วย วราเทพ รัตนากร ท่านมองว่าถ้าให้ 5 บริษัทมันมากไป จึงอยากให้กระจาย ในปี 2548 ( งวด 16 พ.ค. เป็นต้นไป ) จึงกระจายให้ประชาชน โดยให้แบ่ง 4 กลุ่มสีคือ 1. กลุ่มสีเขียว จัดให้ตัวแทนจำหน่ายทั่วไปในกรุงเทพ ฯคนละไม่เกิน 20 เล่ม 2. เป็นสีน้ำเงิน ให้กับคนทั่วไปแต่อยู่นอกเขตกรุงเทพ ฯ 3.สีน้ำตาล มูลนิธิ คนพิการ ฯลฯ ทั่วประเทศสมาคมละไม่เกิน 500 เล่ม 4.กลุ่มสีชมพู ให้กับบริษัทต่าง 67 บริษัท บริษัทละไม่เกิน 500 เล่ม เพื่อเป็นเอาต์ซอร์ซให้กับสนง.สลากฯ รวมแล้ว 46 ล้านฉบับ

ดังนั้น 5 กลุ่มทหารเสือ ก็ถูกกระจัดกระจายไปตั้งแต่ปี 2548 แล้ว นักการเมืองก็ไม่มี โดนยึดรวบหมดแล้ว รวมทั้งองค์การทหารผ่านศึก มาเป็นการ random .ใหม่กันหมด ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจสอบกันได้

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด