แนวโน้มเงินบาท...ปัจจัยหนุนในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง

แม้ว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 จะกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ด้านหนึ่งก็กำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากจากแนวโน้มการทรุดตัวลงของกำลังซื้อจากต่างประเทศ แต่หากพิจารณาในมิติของการแข็งค่าและความผันผวนโดยเปรียบเทียบ จะพบว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงมีทิศทางที่ "เกาะกลุ่ม กับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ และค่อนข้าง "มีเสถียรภาพ โดยเปรียบเทียบ โดยนับตั้งแต่ที่ความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนและตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 เงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับที่ 6 ของในภูมิภาคเอเชีย แต่เป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนค่อนข้างต่ำโดยเปรียบเทียบ ซึ่งในประเด็นนี้ก็สอดคล้องกับจุดยืนของการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สำหรับแนวโน้มของเงินบาทในระยะถัดไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงมองว่า เงินบาทอาจปรับตัวโน้มไปในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในระยะสั้น ท่ามกลางแรงหนุนอย่างต่อเนื่องของปัจจัยหลักหลายปัจจัย ประกอบด้วย

ปัจจัยแรก ดุลการค้าไทยที่จะยังคงบันทึกยอดเกินดุลในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย

ปัจจัยที่สอง แรงหนุนต่อเงินดอลลาร์ฯ อาจเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากสัญญาณเชิงบวกของภาคการเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะถัดไป อาจหนุนให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกทยอยฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ และ

ปัจจัยสุดท้าย ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในเอเชียที่คาดว่าจะเริ่มทยอยแข็งแกร่งมากขึ้นในระยะที่เหลือของปีนี้ อาจทำให้ตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ได้รับอานิสงส์จากกระแสการไหลเวียนของเงินลงทุนกลับเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียด้วยอีกทางหนึ่ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ประเด็นสำคัญสำหรับค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า ก็คือ ความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้นของหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัจจัยสนับสนุนของเงินบาทจากกระแสการไหลเข้าของเงินทุนสู่ตลาดเงิน-ตลาดทุนไทยตามกระแสของภูมิภาคเอเซีย ต้องเผชิญกับปัจจัยหักล้างจากแนวโน้มการหดแคบลงของดุลการค้าของไทย ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศซึ่งคาดว่าจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 กลายมาเป็นปัจจัยหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกให้ปรับสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบทางอ้อมให้มูลค่าการนำเข้าของไทยต้องเร่งตัวตามต้นทุนสินค้านำเข้าที่อาจเพิ่มขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ตลาดการเงินยังคงต้องติดตามเป็นพิเศษว่า หลังจากที่วิกฤตในครั้งนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เงินดอลลาร์ฯ จะมีทิศทางอ่อนค่าลงเหมือนกับที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตครั้งก่อนๆ ในปีค.ศ.2001 หรือไม่ รวมทั้งประเด็นที่ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกคงจะทยอยลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ฯ ลง ซึ่งหากเงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว เงินบาทก็คงจะมีแรงหนุนให้ปรับแข็งค่าขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ในขณะที่ ธปท.คงจะเผชิญงานหนักในการรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันของเงินบาท โดยเฉพาะหากกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งไทย ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด