“นิวซีแลนด์” กับมาตรการที่ปราบ COVID-19 ได้อยู่หมัด

“นิวซีแลนด์” กับมาตรการที่ปราบ COVID-19 ได้อยู่หมัด

ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ประเทศนิวซีแลนด์ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ทั้งการห้ามออกไปว่ายน้ำในทะเล และห้ามออกไปล่าสัตว์ พร้อมสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนทำกิจกรรมใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อทรัพยากรของการบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ประชาชนทำได้เพียงออกมาเดินเล่นและปั่นจักรยานอยู่ในละแวกบ้านของตัวเองเท่านั้น และต้องยืนห่างกัน 2 เมตรเมื่อรอจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ต เพียง 10 วันก็ทำให้เห็นว่าวิธีการ “ขจัดโรค” ได้ผลมากกว่า “การควบคุมโรค” ของสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในฝั่งตะวันตก

จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดน้อยลงในช่วง 2 วันที่ผ่านมา แม้จะทำการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ก็มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 54 รายเท่านั้นในวันอังคารที่ผ่านมา นั่นแปลว่า ผู้ที่หายจากโรค (65 ราย) มีจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ของประเทศไปแล้ว

“เป็นสัญญาณที่มีความหวังมาก” แอชลีย์ บลูมฟิลด์ อธิบดีการกระทรวงสาธารณสุขของนิวซีแลนด์ กล่าว

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการเรียกร้องให้ผ่อนปรนมาตรการล็อกดาว์นสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ แต่จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ ก็ยังยืนกรานให้ใช้มาตรการดังกล่าวจนครบ 4 สัปดาห์

เหตุผลที่นิวซีแลนด์สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาได้อย่างรวดเร็ว มาจากมาตรการที่เข้มงวด ทั้งการสั่งให้พลเมืองที่เดินทางเข้าประเทศต้องทำการแยกตัวเองจากคนอื่นเป็นเวลา 14 วันทันที และการปิดด่านข้ามพรมแดนตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. เป็นต้นมา และ 2 วันต่อจากนั้น อาร์เดิร์นก็ได้แถลงแผนการณ์รับมือไวรัสโคโรนา 4 ขั้นตอน ซึ่งรวมไปถึงการพิจารณามาตรการล็อกดาวน์ระดับ 4

“พวกเรากังวลมากถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอิตาลีและสเปน หากเราไม่ปิดประเทศให้เร็ว ความเจ็บปวดก็จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน” สตีเฟน ทินดัลล์ ผู้ก่อตั้ง Warehouse ร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ กล่าว

ในวันจันทร์ ที่ 23 มี.ค. อาร์เดิร์นได้ออกแถลงการณ์อีกหนึ่งฉบับ ประกาศให้เวลาทุกคนในประเทศ 48 ชั่วโมงในการเตรียมพร้อมสำหรับการล็อกดาวน์ระดับที่ 4

“เรามีผู้ติดเชื้อแล้ว 102 ราย ซึ่งอิตาลีก็ผ่านมาแล้วเช่นกัน”

ในคืนวันพุธ ทุกคนต้องอยู่ในบ้านเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เว้นแต่คนทำงานที่จำเป็นต้องออกจากบ้าน เช่น บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนที่ออกไปซื้อของ หรือออกกำลังกายใกล้ ๆ บ้าน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน มีข้อความส่งให้ประชาชน โดยมีใจความว่า

ทำเหมือนคุณติดเชื้อ COVID-19 แล้ว นั่นจะช่วยชีวิตเรา ขอให้เราทุกคนร่วมมือกันเพื่อต่อสู้ COVID-19

อาร์เดิร์นและทีมงานสื่อสารกับประชาชนด้วยถ้อยคำที่เรียบง่าย นั่นคือ อยู่บ้าน อย่าติดต่อกับคนอื่น มีน้ำใจ และเราทุกคนต่างเผชิญหน้ากับมันร่วมกัน อาร์เดิร์นสื่อสารกับประชาชนบนโพเดียมแถลงข่าว ที่มีทั้งการพูดคุยถึงราคากะหล่ำปลีไปจนถึงการมอบเงินอุดหนุนค่าแรง และยังพูดคุยตอบคำถามของประชาชนบนเฟซบุ๊กของเธอขณะอยู่ที่บ้านด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขขณะที่ออกไปปีนเขาและพาครอบครัวไปเที่ยวเล่นที่ชายหาด เหตุการณ์นี้ทำให้เขาโดนอาร์เดิร์นตำหนิอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความร่วมมือของประชาชน ที่โทรเข้ามารายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจหากพวกเขาพบเห็นบุคคลที่ “มีแนวโน้ม” ว่าจะฝ่าฝืนมาตรการดังกล่าว

การตอบรับต่อมาตรการเหล่านี้ไม่มีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง พรรคฝ่ายขวาได้ตัดสินใจที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งนั่นก็ช่วยให้การใช้มาตรการเป็นไปได้อย่างราบรื่นเช่นกัน

จากความพยายามทั้งหมดของรัฐบาล ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ หลังจากพบผู้ติดเชื้อมากถึง 89 รายในวันที่ 2 เม.ย. จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ค่อย ๆ ลดลงเป็น 67 และ 54 รายตามลำดับในวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีประวัติการเดินทางระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การติดเชื้อภายในประเทศของนิวซีแลนด์มีน้อยมาก ทำให้พวกเขาไม่มีปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล และมีผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวเพียงรายเดียวเท่านั้นที่เสียชีวิต

จำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงสะท้อนให้เห็น “ชัยชนะของวิทยาศาสตร์และการเป็นผู้นำ” ไมเคิล เบเกอร์ อาจารย์ประจำภาควิชาสาธารณสุข มหาวิทยาลัยโอตาโก้ กล่าว

“อาร์เดิร์นเผชิญหน้าและรับมือกับมันอย่างเด็ดขาด หลายประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ค่อย ๆ สูงขึ้น แต่ของเรากลับตรงข้ามกัน” เบเกอร์ ชี้

กรณีของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็ก จึงทำให้การปิดด่านข้ามพรมแดนเป็นเรื่องง่าย และการส่งต่อข้อมูลข่าวสารก็เป็นเรื่องง่ายเมื่อประชาชนรู้จักกันทั้งหมด แต่ความท้าทายต่อไปของนิวซีแลนด์ก็คือ จะรักษาประเทศให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรนาที่หายไปจากประเทศแล้วอย่างไร

รัฐบาลคงไม่สามารถอนุญาตให้ผู้คนเดินทางเข้าประเทศได้จนกว่าไวรัสจะหยุดแพร่ระบาดทั่วโลกหรือมีวัคซีนรักษาแล้ว แต่เมื่อมีมาตรการควบคุมด่านข้ามพรมแดนที่เข้มงวดแล้ว มาตรการอื่นคงจะค่อย ๆ ผ่อนคลายลง และชีวิตของประชาชนนิวซีแลนด์ก็คงจะกลับมาเป็นปกติ