ก.ล.ต.ชงดีเอสไอฟันเครือข่ายแก๊งปั่นตลาดหุ้น100 คน ฟาดกำไร5พันล้าน-ชาวญวน นักธุรกิจตระกูลดังร่วม

คณะกรรมการคดีพิเศษรับคดีแก๊งปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไว้สืบสวนสอบสวน มีเครือข่ายเกือบ 100 คน เปิดบัญชีโยนหุ้นไปมา ฟันกำไรในช่วง2-3 ปีกว่า 5,000 ล้านบาท เเผยมีชาวเวียดนาม -นามสกุลตระกูลธุรกิจดังพัวพันด้วย ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ว่า ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กพค.)เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้ มีมติรับ คดีปั่นหุ้น ยักยอกทรัพย์ และหลบเลี่ยงภาษีอากร ระหว่างปี 2548-2551 วงเงินกว่า 5,000 ล้านบาทไว้เป็นคดีพิเศษ

คดีดังกล่าวมีกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเครือข่ายเกือบ 100 คนต้องสงสัยว่า สร้างราคาหรือปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2551 ทำให้มีกำไรกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ส่งหลักฐานให้ไว้เป็นคดีพิเศษเพื่อสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงาน ก.ล.ต.เปิดเผยว่า ได้ส่งรายชื่อบุคคลที่ต้องสงสัยว่าร่วมในการปั่นหุ้นให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) 2 ชุด ชุดแรกกว่า 60 คน และชุดที่กว่า 50 คน รวมแล้วกว่า 100 คน แต่มีรายชื่อบุคคลซ้ำกันทำให้มีรายชื่อบุคคลต้องสงสัยประมาณ 96 คน อย่างไรก็ตามคาดว่า อาจมีตัวการสำคัญอยู่ไม่กี่คนซึ่งในจำนวนนี้ มีชาวเวียดนามรวมอยู่ด้วย แต่อาศัยรายชื่อบุคคลอื่นๆเปิดบัญชีเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในลักษณะโยนหุ้นไปมาเพื่อสร้างปริมาณและราคาซื้อขายให้สูงขึ้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า จากการตรตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บางคนเพิ่งจบการศึกษา อายุเพียง 20 ปีเศษ แต่มีเงินหมุนเวียนในบัญชีการซื้อขายหุ้นหลายพันล้านบาทซึ่งดคาว่า น่าจะเป็นนองตัวการคนใดคนหนึ่งซึ่งในบุคคลที่ สำนักงาน ก.ล.ต.ส่งให้ดีเอสไอตรวจสอบมีบุคคลที่ มีนามสกุลที่มีชื่อตระกูลธุรกิจดังรวมอยู่ด้วยหลายคน

พยานหลักฐานที่สำนักงาน ก.ล.ต.ส่งให้นั้นเกือบครบองค์ประกอบความผิด ขาดแต่เพียงการเชื่อมโยงบัญชีและกระแสเงินของกลุ่มดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มีการสร้างราคาหรือปั่นหุ้นหลายๆตัวในลักษณะการโยนกันไปมาให้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้สำนักงาน ก.ล.ต.จึงยังไม่สามารถกล่าวโทษกับดีเอสไอได้ ต้องส่งพยานหลักฐานให้สืบสวนสอบสวนต่อจนสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรนายงานสำหรับความผิดในการสร้างราคาหรือปั่นหุ้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ดังนี้

มาตรา243 ในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์

(1) ห้ามมิให้ผู้ใดทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยรู้เห็น หรือตกลงกับบุคคลอื่น อันเป็นการอำพราง เพื่อให้บุคคลทั่วไป หลงผิด ไปว่าขณะใดขณะหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหลักทรัพย์นั้น ได้มีการซื้อหรือขายกันมาก หรือราคาของหลักทรัพย์นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลง อันไม่ตรงต่อสภาพปกติของตลาด

(2) ห้ามมิให้ผู้ใดโดย ตนเองหรือร่วมกับผู้อื่น ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ในลักษณะต่อเนื่องกัน อันเป็นผลทำให้การซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้น ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด และการกระทำดังกล่าวได้กระทำไป เพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้น เว้นแต่เป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อปกป้องประโยชน์อันชอบธรรมของตน

มาตรา244 ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการอำพรางเพห้บุคคลทั่วไปหลงผิดตามมาตรา 243(1) ด้วย

(1) ทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ซึ่งในที่สุดบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากการซื้อและขายหลักทรัพย์นั้นยังคงเป็นบุคคลคนเดียวกัน

(2) สั่งซื้อหลักทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่า ตนเองหรือผู้ซึ่งร่วมกันได้สั่งขายหรือจะสั่งขายหลักทรัพย์ของนิติบุคคลเดียวกันหรือของโครงการจัดการกองทุนรวมเดียวกัน ประเภทและชนิดเดียวกัน ทั้งนี้ โดยมีจำนวนใกล้เคียงกัน ราคาใกล้เคียงกันและภายในเวลาใกล้เคียงกัน

(3) สั่งขายหลักทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองหรือผู้ซึ่งร่วมกันได้สั่งซื้อหรือจะสั่งซื้อหลักทรัพย์ของนิติบุคคลเดียวกันหรือของโครงการจัดการกองทุนรวมเดียวกันประเภทและชนิดเดียวกัน ทั้งนี้ โดยมีจำนวนใกล้เคียงกัน ราคาใกล้เคียงกันและภายในเวลาใกล้เคียงกัน

มาตรา296 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา238 มาตรา 239 มาตรา240 มาตรา241 หรือมาตรา243 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆ ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำฝ่าฝืนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่องล่าสุดของหมวด อาชญากรรม

ดูหมวด อาชญากรรม ทั้งหมด