ตำรวจสกัดทัน หนุ่มพกปืนเตรียมสังหารทนายดัง เข้าใจผิดทำแม่ยายแพ้คดี-เสียที่ดินทั้งหมด

ตำรวจสกัดทัน หนุ่มพกปืนเตรียมสังหารทนายดัง เข้าใจผิดทำแม่ยายแพ้คดี-เสียที่ดินทั้งหมด
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

ความคืบหน้าหนุ่มขโมยปืนพี่เมียขับรถจะไปยิงทนายดัง แต่ถูกตำรวจจับกุมได้ก่อน ที่แท้เข้าใจผิดว่าทนายว่าความให้แม่ยายแพ้คดีและต้องสูญเสียที่ดินทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งให้ช่วยสกัดจับรถกระบะสี่ประตู ยี่ห้อ เชฟโรเลต สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน 1120 กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังขับออกจากบ้านวังสะตือ หมู่ 1 ต.วังโบสถ์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ มุ่งหน้ามาทาง อ.บึงสามพัน

โดยคนขับรถคันดังกล่าวคือ นายบุญ อายุ 45 ปี ได้ขโมยอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด พร้อมเครื่องกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 7 นัด ของพี่ภรรยามาจากบ้านแม่ยาย โดยทางญาติหวั่นเกรงว่า อาจจะนำอาวุธปืนกระบอกดังกล่าว ไปก่อเหตุในพื้นที่ อ.บึงสามพัน

หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.ท.ชลอ ช้างเผือก รอง ผกก.ป.สภ.บึงสามพัน และ พ.ต.ต.สมยศ พรหมบุตร สวป. สภ.บึงสามพัน พร้อมสายตรวจรถยนต์และสายตรวจจักรยานยนต์ ได้ตั้งด่านที่บริเวณสี่แยกไฟแดงซับสมอทอด อ.บึงสามพัน และได้พบรถยนต์คันดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น และควบคุมตัว นายบุญ มาทำการสอบสวนที่ สภ.บึงสามพัน

จากการสอบสวนในเบื้องต้น นายบุญ ได้ให้การยอมรับสารภาพว่า จะนำอาวุธปืนกระบอกดังกล่าว มาชำระแค้นกับทนายความคนหนึ่งที่ อ.บึงสามพัน เนื่องจากทนายคนดังกล่าว ได้ว่าความทำคดีที่ดินของแม่ยายตนจนแพ้คดี จนทำให้สูญเสียที่ดินทั้งหมด

หลังทำการสอบสวน พ.ต.ต.จกฤษ สมบัติศิริ พนักงานสอบสวน ได้ตั้งข้อหา กระทำความผิด ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนเข้าไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันสมควร เหตุเกินเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 2 มี.ค.2563 ตามที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด (4 มี.ค.) นางสลิน อายุ 47 ปี ภรรยาของผู้ก่อเหตุ และนายทวี อายุ 50 ปี พี่ชายของนางสลิน ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด และนายวิสุทธิ์ แจ้งใจ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านวังสะตือ ต.วังโบสถ์ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.บึงสามพัน เพื่อขอประกันตัวนายบุญ โดยนายวิสุทธิ์ แจ้งใจ ได้ใช้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านขอประกันตัวผู้ต้องหาออกไป

ในขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญ นายเท ทนายความที่ถูกนายบุญ กล่าวหา มาพบกับนายบุญเพื่อพูดคุยเจรจาทำความเข้าใจกัน

โดย นายเท กล่าวว่า ตนเป็นทนายว่าความสู้คดีให้แก่นางศรี อายุ 78 ปี แม่ยายของนายบุญมี ที่ถูกโจทย์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 5 หมื่นบาท และค่าเสียโอกาสอีกเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งผลการสู้คดีปรากฏว่า ศาลตัดสินให้นางศรี จ่ายค่าเสียหายเพียง 4,200 บาท ส่วนเงินค่าเสียโอกาสที่โจทย์เรียกร้องเดือนละ 1,000 บาท ศาลตัดสินให้จ่ายเพียงเดือนละ 100 บาท เท่านั้น  ซึ่งตนคิดว่าที่ตนว่าความไปนั้นเป็นเรื่องที่น่าพอใจ

ส่วนที่ดินซึ่งเป็นนาข้าวก็ไม่ได้สูญเสียอะไร จะเสียไปก็เพียงพื้นที่ที่อยู่บนหัวคันนาที่ไม่ได้ใช้ทำกิน ที่ต้องย้ายหลักเขตแดนไปเพียงเล็กน้อย โดยในศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยตามข้อตกลงที่ทั้ง 2 ฝ่าย เคยไปตกลงกันที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม ก่อนหน้าที่ตนจะเข้ามารับทำคดี ส่วนศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ก็เป็นทนายความท่านอื่นไม่ใช่ตน

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อตานายบุญมี ที่ผู้ก่อเหตุกล่าวอ้างนั้น ผู้ตายได้เสียชีวิตก่อนหน้าที่ศาลจะตัดสิน และน่าจะเกิดจากการช้ำใจเรื่องที่ไปรื้อหลักบนคันนาจนเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องมากกว่า

หลังได้รับฟังคำชี้แจงจากนายเท ทนายความ นายบุญ ผู้ก่อเหตุก็ได้ยกมือไหว้ พร้อมกล่าวคำขอโทษ โดยยอมรับว่าตนเข้าใจผิดมาโดยตลอด คิดว่าถ้าศาลตัดสินให้แพ้คดี ครอบครัวแม่ยายตนจะต้องสูญเสียที่ดินทั้งหมด