
นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.ชี้แจงกรณีที่มีสื่อมวลชนนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการบางท่านในเชิงลบเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถโดยสารของ ขสมก.เป็นเรื่องลวงโลกเช่นเดียวกับเครื่อง GT200 ว่าเรื่องดังกล่าวกระทรวงคมนาคมมีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จึงได้ทดสอบการติดตั้งเครื่องกรองอากาศต้นแบบบนหลังคารถโดยสารของ ขสมก.ขณะรถโดยสารวิ่งให้บริการประชาชน
โดยการทำงานของเครื่องต้นแบบใช้หลักการกวาดอากาศที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กซึ่งแขวนลอยอยู่บนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นในกรุงเทพมหานคร ในระดับความสูงไม่เกิน 5 เมตร เมื่อรถวิ่งอากาศจะปะทะเข้าหน้ารถ และผ่านเข้าเครื่องกรองโดยอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถกรองอากาศได้ โดยดูดลมเข้าเครื่องกรองขณะรถขับเคลื่อนอีกทั้งไส้กรองอากาศที่ใช้เป็นไส้กรองที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ แต่มีราคาถูกสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการเดียวกับการใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในเมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ และกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย
รถโดยสารที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่มีหน้ากว้าง 0.5 ลูกบาศก์เมตร บนหลังคาจะสามารถกวาดอากาศเข้าเครื่องกรองได้ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการวิ่งรถ 1 เที่ยว เมื่อรถโดยสารวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางยาว 20 กิโลเมตร ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า ผู้ใหญ่ 1 คนจะสูดอากาศหายใจเฉลี่ย 0.5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นรถโดยสาร 1 คันจะสามารถกรองอากาศให้กับประชาชนที่อยู่บนถนนได้ถึง 20,000 คน
และจากการทดลองนำรถโดยสารที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถมาวิ่งให้บริการประชาชนเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2563 ขณะที่รถวิ่งผลการวัดค่า PM2.5 ในอากาศก่อนเข้าเครื่องกรองมีค่าอยู่ในระดับ 48-52 คุณภาพอากาศปานกลาง ในขณะที่อากาศที่ผ่านเครื่องกรองออกมาแล้วมีค่าอยู่ในระดับ 1-5 คุณภาพอากาศดีมาก
อย่างไรก็ตามการทดลองนี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานจากหลายหน่วยงาน หากการทดลองต่อเนื่องได้ผลเป็นที่น่าพอใจจึงจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักวิศวกรรมยานยนต์กรมการขนส่งทางบกต่อไป
"อ.เจษฎา" แจง 5 ข้อ โต้กลับ จี้ ขสมก.
ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์โต้ตอบในฐานะที่เป็นนักวิชาการที่ทาง ขสมก.กล่าวถึง โดยแจกแจงเป็น 5 ข้อ ดังนี้
นอกจากความเร็วที่มากพอให้อากาศไหลเข้าไปในเครื่องแล้ว อากาศต้องมีแรงดันเพียงพอที่จะทะลุผ่านไส้กรองของเครื่องด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เกิดการกรองขึ้น ทำให้เป็นสาเหตุที่เครื่องฟอกอากาศทั่วไปต้องใช้พัดลมในการดูดอากาศให้เข้าไปในเครื่องด้วยความเร็วที่เพียงพอ และที่ ขสมก. อ้างว่า ใช้หลักการเดียวกับประเทศอังกฤษ และประเทศอินเดีย นั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะระบบกรองอากศบนรถประจำทางของประเทศอังกฤษใช้แตกต่างกับที่ ขสมก. ใช้มาก
"โครงการรถเมล์กรองฝุ่น ที่วิ่งทดลองในเมืองเซาท์แฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษนั้น เป็นกิจกรรมรณรงค์ที่จัดทำโดยภาคเอกชน ในการจัดซื้อรถประจำทางรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ใช้เครื่องยนต์มาตรฐานสูงมาก ระดับยูโร 6 ซึ่งปล่อยมลภาวะน้อยมากๆ เพื่อเอามารณรงค์ให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการสร้างมลพิษลงได้"
และแม้ว่าทางโครงการจะประชาสัมพันธ์ว่าประสบความสำเร็จอย่างดีในการกรองฝุ่น แต่จริงๆ แล้ว หลังจากทดลองวิ่งไป 100 วันนั้น พบว่าสามารถเก็บฝุ่นได้ปริมาณเพียง 65 กรัม หรือแค่เท่ากับลูกเทนนิส 1 ลูกเท่านั้นเอง ดังนั้น การที่ ขสมก. เอากรณีในสองประเทศนี้มาอ้าง จึงไม่ใช่การอ้างอิงที่เหมาะสมถูกต้อง
ปกติแล้ว เมื่อใช้ไส้กรองที่กรองฝุ่น PM 2.5 ได้ เช่น แบบ hepa filter ปริมาณของอากาศที่ออกมาด้านหลังจะลดลงเป็นอย่างมาก เพราะโดนเส้นใยของแผ่นกรองรวมทั้งฝุ่นที่ติดอยู่บนเส้นใหญ่นั้นกักอากาศเอาไว้ (จึงต้องใช้พัดลมไฟฟ้า ช่วยในการดูดและเป่าลมออกมา) ยิ่งใช้นานเท่าไหร่ อากาศจะยิ่งไม่สามารถออกจากเครื่องกรองมาได้ เนื่องจากแผ่นกรองฝุ่นเกาะหนาแน่นเต็มไปหมดแล้ว ... นั่นคือ การคำนวณอากาศที่จะให้กับคนบนถนนตามที่อ้างมานั้น เกินความจริงไปอย่างมาก
การรายงานผลการทดสอบแบบนี้ นอกจากจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่แล้ว ยังแสดงถึงความไม่เข้าใจในเรื่องการวัดประสิทธิภาพของเครื่องกรองอากาศเป็นอย่างยิ่ง
เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า ถ้ามีคนอ้างว่า ตู้เย็นตู้หนึ่ง สามารถทำให้ทั้งสนามฟุตบอลเย็นได้ โดยการเอาเทอร์โมมิเตอร์ไปวัดอุณหภูมิที่หน้าประตูตู้เย็นที่เปิดอยู่ ก็จะเห็นว่าวัดค่าอุณหภูมิได้ต่ำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำให้อากาศทั้งสนามเย็นลงแต่อย่างไร