พิษ Core Banking พันล้าน ''ขรรค์'' ดิ้นสู้ รั้งเก้าอี้เอ็มดี ธอส.

ไม่เกินสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ผลสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการทุจริต 499 ล้านบาทในธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีนางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เป็นประธานคณะกรรมการ จะได้ข้อสรุปเสนอต่อนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

โดยที่ก่อนหน้านี้ ประธานกรรมการธอส. ''นายนริศ ชัยสูตร'' ยอมรับว่า คณะกรรมการพบในเบื้องต้นว่า การทุจริตดังกล่าวนอกจากเกิดจากพนักงานไม่สุจริตแล้วยังเกิดจากความไม่พร้อม การขาดการสื่อสารในองค์กรที่ดี และการขาดความเข้าใจในระบบ Core Banking System (CBS) อย่างเพียงพอ

ยิ่งเป็นการตอกย้ำปัญหาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ธอส.นำระบบคอร์ แบงกิ้ง (Core Banking) หรือระบบคอมพิวเตอร์หลักมาใช้ (ตั้งแต่ปลายปี 2550) ทดแทนระบบคอมพิวเตอร์เดิม คือ ระบบ Tandem S Series ที่ใช้มาแล้วประมาณ 20 ปี และจำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยเหตุที่ระบบเก่านั้นไม่มีการผลิตแล้ว

*****คอร์แบงกิ้งพ่นพิษลูกค้าป่วน

เป็นที่จับตาว่าความผิดพลาดที่เกิดจากระบบคอร์ แบงกิ้ง ที่สุดแล้วอาจนำมาสู่ประเด็นใหญ่ที่ต้องหาคนรับผิดชอบ และกระทรวงการคลังอาจตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบวินัยผู้บริหาร

ซึ่งก่อนหน้านี้ ขุนคลัง ''กรณ์ จาติกวณิช'' เคยให้ความเห็นว่า เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น (กรณีปัญหาทุจริต) ซึ่งเท่าที่ดูก็เหมือนความผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากระบบก็ต้องมาดูว่าผู้ที่รับผิดชอบต่อระบบเป็นใคร

หลายคนมองเผื่อไปข้างหน้าแล้วว่า ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ ''ขรรค์ ประจวบเหมาะ''จะสั่นคลอนด้วยเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ บวกกับประเด็น ''การเมือง''ที่อาจต้องการเปลี่ยนหัวเรือธอส.เป็นคนที่การเมืองไว้ใจ

ซึ่งข้อผิดพลาดที่เกิดจากระบบคอร์แบงกิ้ง ที่ผ่านมา มีหลายกรณี เช่น ลูกค้าถูกคิดดอกเบี้ย 13.5% ทั้งที่ไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ ,ปัญหาจากการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากประจำเกิน หรือล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2552 ระบบคอมพิวเตอร์ของธอส.ล่มจนไม่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติตลอดทั้งวันจนปิดทำการ จนต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้ระบบ Manual รวมทั้งประเด็นใหญ่จากกรณีการทุจริตของพนักงาน 499 ล้านบาท ฯลฯ

****ตรวจรับระบบแล้วแค่บางส่วน

เช่นเดียวกับคำถามคาใจเกี่ยวกับงบลงทุนในระบบคอร์ แบงกิ้งทั้งหมด คือ เมื่อรวมงบลงทุนในเบื้องต้นวงเงินรวม 600 ล้านบาท กับงบลงทุนเพิ่มเติมที่ต้องใช้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์อีกประมาณ 200 ล้านบาท (Customize) รวมแล้วเป็น 800 ล้านบาทนั้นจะจบเพียงเท่านี้จริงหรือไม่ และที่ผ่านมา ธอส. ตรวจรับได้อย่างไรเมื่อระบบไม่สมบูรณ์

ซึ่งพบว่าหลังจากที่ลงระบบคอร์ แบงกิ้งแล้วเสร็จ เมื่อ 19 พ.ย.2551 มีการชำระเงินไปแล้ว 70% ของวงเงิน 600 ล้านบาท มีการตรวจรับเพียงบางส่วน แต่

ในระหว่างนี้ ทางธอส.ยังอยู่ระหว่างให้ บ.อินโฟซิสฯปรับปรุงแก้ไขระบบเพื่อให้ใช้งานได้สมบูรณ์ ดังนั้นงานบางด้านจึงยังไม่มีการตรวจรับและยังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่อินโฟซิสฯ

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องติดตามว่า หลังจากนี้กระบวนการจะเป็นอย่างไรกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น

****ย้อนรอยคอร์ แบงกิ้งพันล.

ย้อนที่มาที่ไปของการนำระบบ Core Banking มาใช้ เมื่อปี 2548 ธอส.ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างบริษัทดาต้าแมท จำกัด ใน 4 สัญญา คือ ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ จ้างวางระบบ ฝึกอบรมพนักงาน และบำรุงรักษา ด้วยวงเงิน 600 ล้านบาท เพื่อซื้อซอฟต์แวร์จากบริษัท อินโฟซิส เทคโนโลยี จำกัด (Infosys Technologies Ltds.) ซึ่งถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการซอฟต์แวร์ของโลก สัญชาติอินเดีย เป็นผู้ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ให้แก่ธอส.

หรือเรียกว่าระบบ ฟินาเคิล เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านแบงกิ้ง และเป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นโซลูชันด้านธุรกิจธนาคารหลัก รวมทั้งมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในแวดวงธุรกิจธนาคารในปัจจุบัน

โดยขณะนั้นมี 2 บริษัทที่เสนอตัวเข้าประมูลงานนี้ แต่ระบบของอินโฟซิส เป็นระบบที่ทันสมัยมากกว่า ประกอบกับราคาที่เสนออยู่ที่ 600 ล้านบาท ขณะที่อีกเจ้าหนึ่งเสนอราคาถึง 1,200 ล้านบาทซึ่งมากกว่าเท่าตัวและระบบไม่ได้ทันสมัยเท่า

นั่น !เป็นเหตุผลที่ตอบคำถามว่าเหตุใดบอร์ดธอส.จึงไฟเขียวให้ทำสัญญาดังกล่าว

ขณะที่กรรมการผู้จัดการ ธอส. เคยกล่าวไว้ว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้ในอนาคตสามารถรับปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้นต่อปีได้เกือบอีกเท่าตัว หรือ 100% จากปัจจุบันที่ธอส.ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเฉลี่ยใกล้เคียงปีละ 100,000 ล้านบาท

แม้ว่าการนำระบบคอร์ แบงกิ้งมาใช้ จะมีที่มาที่ไปชัดเจน แต่ความผิดพลาดของระบบกำลังเป็นแรงกดดันและสั่นคลอนเก้าอี้กรรมการผู้จัดการของ ''ขรรค์ '' โดยเฉพาะข้อกำหนดของบทบาทคณะกรรมการธนาคาร ฝ่ายบริหาร และภาครัฐต่อธนาคารและประชาชน ที่กำหนดว่า คณะกรรมการธนาคารและฝ่ายบริหารมีหน้าที่รับผิดชอบเชิงจริยธรรม และตามกฎหมายต่อธนาคาร ภาครัฐ (กระทรวงการคลัง) และประชาชน โดยจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง หรือ Duty of care

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าผู้บริหารระดับสูงระมัดระวังอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่

ท้ายที่สุดไม่ว่าผลสอบในเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรควรรับผิดชอบแค่ไหน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องไม่ลืมว่าความมั่นคงและความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเท่านั้น ที่จะทำให้ธอส.ทำหน้าที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่แข็งแรงต่อไปได้

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด