สิงคโปร์อากาศไม่ปลอดภัย รัฐบาลเรียกร้อง “อาเซียนไร้หมอกควัน” ในปีหน้า

สิงคโปร์อากาศไม่ปลอดภัย รัฐบาลเรียกร้อง “อาเซียนไร้หมอกควัน” ในปีหน้า
Thai Quote

สนับสนุนเนื้อหา

คุณภาพอากาศในสิงคโปร์อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย ตัวเลขแตะสูงสุดในรอบ 3 ปี หน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้กลุ่มเสี่ยงอยู่ในที่ร่ม ทางด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำของสิงคโปร์ เรียกร้องให้อาเซียนบรรลุวิสัยทัศน์ “อาเซียนไร้หมอกควันในปีหน้า”

รายงานข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าคุณภาพอากาศในสิงคโปร์แตะระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา และในวันนี้ (15 ก.ย.) ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยเป็นวันที่ 2 โดยดัชนีมาตรฐานมลพิษทางอากาศ หรือพีเอสไอ พุ่งเกินระดับ 100 มาอยู่ที่ระดับ 103 เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวาน นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ที่ระดับดัชนีดังกล่าว เข้าสู่ระดับไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และเมื่อเวลา 17.00 น.ของเมื่อวาน ตามเวลาท้องถิ่น ดัชนีก็พุ่งแตะระดับ 106

หน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (เอ็นอีเอ) ระบุว่า “เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมานับว่ามีสภาพหมอกควันที่เลวร้ายมากในสิงคโปร์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการไหลมาบรรจบกันของลมเหนือพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำให้หมอกควันจากสุมาตราถูกพัดมายังสิงคโปร์มากขึ้น ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะอยู่ในร่ม เนื่องจากหมอกควันสีเทาปกคลุมเมืองนี้”

เอ็นอีเอ ยังชี้ต่อไปว่า ระดับดัชนีพีเอสไอที่ระดับ 50 หรือต่ำกว่า ถือว่าคุณภาพอากาศดี ส่วนระดับคุณภาพอากาศปานกลางอยู่ที่ระดับ 51-100 และระดับไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ที่ 101-200 ซึ่งเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคปอดควรลดกิจกรรมนอกบ้าน ผู้ที่รู้สึกไม่สบายควรพบแพทย์ ส่วนที่มาเลเซียคุณภาพอากาศแย่ลงในระดับไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพเช่นกัน บริเวณรอบๆ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมอกควัน ทั้งนี้ คุณภาพอากาศครั้งเลวร้ายที่สุดในสิงคโปร์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2558 โดยได้รับผลกระทบจากไฟป่าในอินโดนีเซียนานหลายสัปดาห์ ส่งผลให้ดัชนีดังกล่าวพุ่งเกินระดับ 300 จนทางการสิงคโปร์ต้องสั่งโรงเรียนปิดทำการ

วันนี้ (15 ก.ย.62) นายมาซากอส ซุลกิฟี รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำของสิงคโปร์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสมาชิกประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน จำเป็นต้องร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพอากาศในภูมิภาคแย่ลง ก่อมลพิษ นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศในอาเซียน สมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์อาเซียนไร้หมอกควันในปีหน้า โดยสิงคโปร์จะเสนอให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่อินโดนีเซียต่อสู้กับไฟป่า ส่วนมาเลเซียเสนอให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่อินโดนีเซียเพื่อขจัดไฟป่าในกาลิมันตันและสุมาตราซึ่งก่อน