ผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของนายกรัฐมนตรี

กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนเนื้อหา

จากการที่นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา นอกจากเป็นการกระชับความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และธุรกิจท่องเที่ยว สำนักข่าวแห่งชาติจึงนำผลสำเร็จและผลการหารือมาสรุปให้เห็นภาพที่ชัดเจน ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุน กระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการเจรจาการค้า ประสบผลสำเร็จโดยจากการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ทางการค้าระหว่างองค์กรผู้ประกอบการไทยกับจีน จำนวน 18 ฉบับ ซึ่งมีมูลค่าการค้าระหว่างกันจำนวนมาศาลถึง 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งบันทึกความเข้าใจทั้ง 18 ฉบับนั้นรวมไปถึงการที่องค์กรรัฐวิสาหกิจด้านอาหารของจีน (COFCO) ตกลงจะซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 1 ล้านตัน และกรมการค้าต่างประเทศจะซื้อขายมันเส้นของภาคเอกชนอีก 3 ล้านตัน เอกชนจะซื้อขายยางพารา 1 แสนตันมูลค่า 5,500 ล้านบาท เอกชนจะซื้อข้าว 1.45 แสนตัน รวมทั้งจะมีการจัดตั้งเครือข่ายผลไม้สดในจีน 1.5 หมื่นตัน รวมทั้งความร่วมมือด้านการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของกรมส่งเสริมการส่งออกกับกลุ่มการลงทุนมณฑลทางเหนือของจีน ในด้านการลงทุนบริษัท ไชนา เรลเวย์ กรุ๊ป จะเดินทางมาไทยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและลงทุนในระบบรางร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยเปิดทาง ให้ภาครัฐหรือเอกชนมีโอกาสในการสานต่อได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำบันทึกความเข้าใจที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยถึง 18 ฉบับ แต่เนื่องจากการเจรจาทั้งหมดเป็นเพียงการทำบันทึกความเข้าใจ ที่ยังไม่ใช่ข้อตกลงผูกมัย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายถึงจะไม่มีข้อผูกพันหรือกติกาที่ต้องทำร่วมกันอย่างเป็นทางการ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นสัญญาใจต่อกัน ดังนั้นทุกสิ่งจึงเป็นเพียงสิ่งที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ทว่ายังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก ถึงกระนั้นยังถือได้ว่าเห็นการเริ่มต้นอันทีสำหรับรัฐบาล ในการกรุยทางให้นักธุรกิจไทยและจีน สามารถมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำบันทึกความตกลงต่าง ๆ มาปฏิบัติต่อกันด้วยมิตรไมตรีอันดี ด้านการท่องเที่ยว ในด้านการท่องเที่ยวนั้น ประเทศไทยยังต้องรอความมั่นใจจากจีน ทั้งนี้ทางการจีนได้ประกาศเตือนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนให้มีความระมัดระวังเมื่อต้องเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ตั้งแต่ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงวันเดือนเมษายน 2552 ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเลิกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยทันที โดยในการนี้นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมั่นใจในการแก้ปัญหาเพื่อพาประเทศไทยกลับสู่การเป็นเมืองยิ้มและเป็นดินแดนแห่งโอกาส โดยรัฐบาลทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความสมานฉันท์และความมั่นคงทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ โดยไทยยังมีความพร้อมที่จะต้อนรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ความพยายามในการดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้นก็คือ การเปิดเที่ยวบินหลายเส้นทาง โดยมีการเปิดเที่ยวบินซึ่งบินตรงจากกรุงเทพฯถึงเสิ่นเจิ้น ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 รวมถึงการร่วมมือกับภาคเอกชนจีนในการเปิดให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำในเส้นทาง กวางโจว ภูเก็ต ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2552 นี้ ล่าสุดนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเี่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เปิดเผยว่า ตัวแทนจำหน่ายทัวร์ไทยในจีน ได้แจ้งมาว่า รัฐบาลจีนได้ปลดล็อกห้ามคนจีนเดินทางมาเที่ยวไทยแล้วทุกมณฑล แต่ได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ขอให้ไทยช่วยระบุตัวเลขของการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้ชัดเจนว่า รวมถึงผลการรักษาเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ทั้งนี้หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลับจากการหารือกับรัฐบาลจีน และมีการกล่าวปาฐกถาให้สื่อมวลชน ผู้ประกอบการ ได้สร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองให้กับตัวแทนจำหน่ายทัวร์ไทยในจีนได้มาก ซึ่งเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลจีนปลดล็อกให้คนจีนมาแล้ว นักท่องเที่ยวตลาดจีนน่าจะฟื้นได้อย่างต่อเนื่อง ภาพรวมความสำเร็จการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนั้น มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การสร้างความมั่นใจ ทั้งในภาคธุรกิจการลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งต่างมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแต่ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทย จีนเท่านั้น แต่หมายถึงความเชื่อมั่นที่นานาประเทศควรจะมีต่อไทย จะเห็นได้ว่า ปัญหาสำคัญในความเชื่อมั่นนั้นคือสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งต่างประเทศมองว่าประเทศไทยยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ ปัญหานี้ผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขได้จึงไม่ใช่รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชน ที่จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประชาชนในทุกระดับ