เลือกตั้ง 2562: สู่โหมดชิงตั้ง "รัฐบาล" ยกแรกศึกเลือก "ประธานสภาผู้แทนราษฎร"

เลือกตั้ง 2562: สู่โหมดชิงตั้ง "รัฐบาล" ยกแรกศึกเลือก "ประธานสภาผู้แทนราษฎร"
Thai Post

สนับสนุนเนื้อหา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขตทั่วประเทศไปเมื่อวานนี้ (7 พ.ค.) โดยประกาศให้ผู้ซึ่งได้รับการเลือกตั้ง จำนวน 349 คน จาก 350 เขต ได้เป็น ส.ส. ส่วนอีกหนึ่งเขตที่ไม่รับรองก็คือ เขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ ที่ "สุรพล เกียรติไชยากร" จากพรรคเพื่อไทยโดนใบส้มจาก กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ค.นี้

 

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. แม้ กกต.จะประกาศรับรองไปแล้ว แต่ กกต.ก็ยังมีอำนาจตามกฎหมาย คือ ภายใน 1 ปี หากพบว่า ส.ส.คนใดมีปัญหา เช่น มีพยานหลักฐานพบพฤติการณ์ซื้อเสียง หรือพบว่าขาดคุณสมบัติ ก็สามารถสั่งเลือกตั้งใหม่ได้

 

และถัดมาในวันนี้ (8 พ.ค.) ก็จะถึงคิวที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ที่ กกต.จะแจ้งถึงสูตรการคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้ และพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กี่คน หลังจากใช้สูตรดังกล่าว

 

โดยมีคิวคั่นก่อนที่ กกต.จะประกาศ เพราะ กกต.ก็จะรอมติ-คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยปมปัญหาเรื่องเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้ เพราะในช่วงเช้าวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมเพื่อลงมติในคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดคำนวณเก้าอี้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

 

ซึ่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91

 

>> ด่วน! ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91

 

โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและมติของ กกต. ที่จะคิดคำนวณเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้ ถือเป็นจุดสำคัญของจังหวะขยับทางการเมืองต่อจากนี้ นั่นก็คือ

 

“การช่วงชิงเสียง ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาล” ของสองขั้วการเมืองใหญ่ “พรรคเพื่อไทย” กับ "พรรคพลังประชารัฐ”

 

ที่ไม่ว่าสุดท้าย กกต.จะใช้สูตรไหน จะมีผลต่อการแกว่งไปแกว่งมา ศึกชิงเสียง ส.ส.ตั้งรัฐบาลว่าจะไหลไปอยู่ที่ขั้วไหน กันอยู่ที่ประมาณ 8-11 เสียง อันจะมีผลต่อชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะฝ่ายขั้วพลังประชารัฐ ที่อยู่ในสภาพกุมไพ่-ความได้เปรียบทางการเมือง ที่เหนือกว่าขั้วเพื่อไทยหลายขุม เป็นต่อหลายช่วงตัว กับการที่จะมี ส.ว.มาโหวตให้ บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ รอบสอง เพราะหาก ส.ว. 250 คน ไม่แตกแถว ลงมติไปในทางเดียวกันหมด ก็เท่ากับฝ่ายพลังประชารัฐขออีกแค่ 126 เสียง บิ๊กตู่ ก็ได้เป็นนายกฯ แล้ว จากนั้นค่อยมาลุยตั้งรัฐบาลกันภายหลัง

 

บนความเชื่อของคนในแวดวงการเมืองและแกนนำพรรคพลังประชารัฐว่า เมื่อได้ตัวนายกฯ แล้ว สุดท้ายการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมือง–นักเลือกตั้งพรรคต่างๆ แม้แต่พรรคที่เคยไปร่วมลงนามสัตยาบันกับพรรคเพื่อไทย เมื่อ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็อาจไขว้เขว คือหัวหน้าพรรค–หัวแถว ไม่มาอยู่กับพลังประชารัฐด้วย เพื่อรักษาคำพูด ไม่ให้เสียคน แต่ลูกทีม ส.ส.ในพรรคอาจจะแตกแถว ขอเป็นงูเห่าเลื้อยเข้าขั้วพลังประชารัฐ

 

ยิ่งหากสุดท้าย กกต.ตัดสินใจใช้สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยใช้สูตรที่ก่อนหน้านี้ทางสำนักงาน กกต.เคยหารือร่วมกับอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าควรใช้สูตรที่แม้พรรคที่ได้คะแนนต่ำกว่า 71,057 คะแนน ก็ยังต้องได้โควตา ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่สมควรถูกตัดออก เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ทุกคะแนนมีความหมาย คะแนนไม่ตกน้ำ อันจะทำให้ พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึง 71,057 คะแนน จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปพรรคละหนึ่งเก้าอี้

 

ที่ก็มีข่าวว่าพรรคเล็กๆ ดังกล่าว ทั้งประชาชนปฏิรูป-พลังธรรมใหม่-ประชาภิวัฒน์-พลังไทยรักไทย-ไทยศรีวิไลย์-พลเมืองไทย-ประชานิยม-ครูไทยเพื่อประชาชน-ประชาธรรมไทย-ประชาธิปไตยใหม่ และไทรักธรรม ต่างได้รับการเจรจาจากแกนนำพรรคพลังประชารัฐให้มาอยู่ในขั้วเดียวกันแล้ว 

 

ดังนั้น ฝ่ายขั้วพลังประชารัฐจึงลุ้นเป็นพิเศษ บนความมั่นใจว่า สุดท้าย กกต.น่าจะใช้สูตรดังกล่าวคิดคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของขั้วพลังประชารัฐราบรื่นมากขึ้น จากนั้นก็ไปลุ้น “พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์” ที่จะเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 15 พ.ค. ให้มีมติร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ชนิดมาพร้อมกันหมดทั้งพรรค 52 เสียง ไม่มีแตกแถว ไม่มีงดออกเสียง เพราะการตั้งรัฐบาลรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็นขั้วของเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐเอง ทุกเสียงมีความหมายทั้งสิ้น

 

ขณะที่พรรคอื่นๆ ทั้งภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา-ชาติพัฒนา-รวมพลังประชาชาติไทย ทางขั้วพลังประชารัฐและแกนนำรัฐบาล คสช. ก็มั่นใจว่า มาชัวร์ มาแน่ มาทุกเสียง เพราะคุยกันไว้หมดแล้ว ส่วนบางพรรคอย่าง เศรษฐกิจใหม่ของมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ยังต้องลุ้นลูกพรรคมิ่งขวัญจะแหกคอกมาหรือไม่ 

 

ดังนั้น ชั่วโมงนี้แม้คนในเพื่อไทยและแนวร่วมอย่าง อนาคตใหม่-เสรีรวมไทย-ประชาชาติ-เพื่อชาติ จะเชื่อว่ายังมีโอกาสรวมเสียงได้มากกว่า 250 เสียง หากจะมีแตกแถวก็เป็น "งูเห่า” ที่หากเกิดขึ้น ฝ่ายขั้วเพื่อไทยจะใช้ไปเป็นประเด็นโจมตีพลังประชารัฐได้ว่า ใช้เงินซื้อตัว ส.ส.-ซื้องูเห่า แต่โดยสภาพในเวลานี้ ก็ต้องถือว่าฝ่ายขั้วเพื่อไทยยังเป็นรองพลังประชารัฐอยู่หลายขุม จากเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ ส.ว.มาร่วมโหวตนายกฯ

 

ยามนี้สิ่งที่ เพื่อไทย ทำได้ ก็คือความพยายามสู้ทุกช่องทาง แม้จะสู้ไม่ได้ในขั้นตอนการโหวตนายกฯ ที่พลังประชารัฐมีเสียง ส.ว. 250 เสียงหนุน แต่ก็พยายามขวางไม่ให้พลังประชารัฐรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง จึงไม่แปลกที่ เพื่อไทย จะพยายามขวางสุดตัวไม่ให้ กกต.ใช้สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่จะทำให้พรรคเล็กๆ ได้ ส.ส. เพราะจะทำให้พรรคพันธมิตรฯ อย่าง อนาคตใหม่ อาจต้องเสียโควตาปาร์ตี้ลิสต์ไปราว 8 เสียง

 

เห็นได้จากก่อน กกต.จะรับรอง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งวัน บรรดาแกนนำเพื่อไทยก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวและทำหนังสือถึง กกต.รายบุคคล เพื่อจี้ให้ กกต.คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้หลักพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่า 71,057 คะแนน ไม่ควรได้โควตา ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

 

ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของโหมดการชิงเสียงชิงเหลี่ยมในศึกจัดตั้งรัฐบาลของขั้วเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ ที่หลังจากนี้จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองต่างๆ ของกลุ่มนักเลือกตั้ง-พรรคการเมืองต่างๆ ที่แต่ละฝ่ายก็ต้องการให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบมากที่สุด

 

แต่ก่อนจะไปถึงการโหวตเลือกนายกฯ-ตั้งรัฐบาล ฟอร์ม ครม. ยกแรกของโหมดศึกชิงอำนาจรอบนี้ก็คือ การเลือก "ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่จะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง

 

ที่คาดว่าจะมีการประชุม ส.ส.เพื่อเลือกประธานสภาฯ ได้ในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากขั้วพลังประชารัฐรวมเสียง ส.ส. ได้เกิน 250 เสียง จนคนของฝ่ายตัวเองได้เป็นประธานสภาฯ

 

หากผลออกมาเช่นนี้ ก็หมายถึงการตั้งรัฐบาลของขั้วพลังประชารัฐสำเร็จแล้ว ส่วนเพื่อไทยก็  End Game รอเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวต่อไป

 

>> พปชร.วาง "สุชาติ ตันเจริญ" นั่งประธานสภาฯ เชื่อ "เศรษฐกิจใหม่-ประชาธิปัตย์" ร่วมรัฐบาล

 

>> ไม่เหนียม! "สุชาติ" พร้อมนั่งประธานสภาผู้แทนฯ โวลั่นต้องใช้ความเก๋าคุมเกม

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!