ไทยก้าวหน้าโครงการพัฒนาวัคซีนเอดส์ ระยะที่ 3 รู้ผลปลาย ก.ย.นี้

กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 เผย ไทยก้าวหน้าโครงการพัฒนาวัคซีนเอดส์ ระยะที่ 3 รู้ผลปลายเดือนกันยายนนี้ โดยตั้งธงไว้ 4 ประเด็น นายแพทย์ศุภชัย ฤกษ์งาม นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้อำนวยการโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 (The Thai Phase III Trial) เปิดเผยถึงการดำเนินงานในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของการติดเชื้อเอชไอวี ที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถลดอัตราการติดเชื้อรายใหม่จากปีละกว่าแสนราย ลงเหลือประมาณปีละไม่เกิน 15,000 ราย แต่สถานการณ์การระบาดของการติดเชื้อยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ทั้งการพบอุบัติการณ์การติดเชื้อในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้น และสายพันธุ์เชื้อเอชไอวีที่ระบาดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ CRF01_AE ซึ่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาวัคซีนเอดส์ที่สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ซึ่งไทยได้มีการทดสอบวัคซีนเอดส์ทดลองครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 จนถึงปัจจุบัน (พฤษภาคม 2552) รวมทั้งหมด 15 โครงการ (ดำเนินการสิ้นสุดแล้ว 10 โครงการ) ปัจจุบันกำลังดำเนินการศึกษาวิจัย 5 โครงการ เป็นการศึกษาวิจัยระยะที่ 1 จำนวน 4 โครงการ ระยะที่ 3 มีเพียง 1 โครงการ คือ โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร กรมแพทย์ทหารบก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากประเทศสหรัฐอเมริกา (US-NIH และ US-Army) ทดสอบกับอาสาสมัครที่ยังไมติดเชื้อ อายุ 18 30 ปี จำนวน 16,400 คน ที่จังหวัดระยองและชลบุรี ขณะนี้โครงการมีความก้าวหน้าอย่างมาก สามารถสรุปผลการทดสอบวัคซีนระยะที่ 3 นี้ได้ประมาณปลายเดือนกันยายน 2552 นี้ ผลวิจัยอาจเป็นข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ 1. วัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ ร้อยละ 50 ขึ้นไป 2. วัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อน้อยกว่าร้อยละ50 3.วัคซีนไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ แต่สามารถลดปริมาณไวรัสในกระแสเลือดได้ 4. วัคซีนไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ และ ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสในกระแสเลือดได้