"บิ๊กโจ๊ก" บุกบ้าน 20 นายทุนเงินกู้นอกระบบอีสานล่าง ยึดทรัพย์อู้ฟู่ 900 ล้าน!

"บิ๊กโจ๊ก" บุกบ้าน 20 นายทุนเงินกู้นอกระบบอีสานล่าง ยึดทรัพย์อู้ฟู่ 900 ล้าน!
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

“บิ๊กโจ๊ก” ร่วมกับ ตร.ภูธรภาค 3 แถลงผลการบุกตรวจบ้านนายทุนเงินกู้นอกระบบ 20 ราย พื้นที่ 6 จังหวัดอีสานตอนล่าง ยึดทรัพย์ตรวจสอบได้กว่า 900 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และนายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ โฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ร่วมแถลงผลการบุกตรวจค้นเป้าหมายของนายทุนเงินกู้นอกระบบจำนวน 20 ราย ในพื้นที่ 6 จังหวัดอีสานตอนล่าง รวม 36 จุด จับผู้ต้องหาตามหมายจับ 12 คน และเชิญมารับทราบข้อหาอีก 1 คน สามารถยึดทรัพย์สินเป็นที่ดิน บ้าน จำนวนกว่า 400 ฉบับ เนื้อที่รวมกันกว่า 1,700 ไร่ รวมทั้งรถยนต์ที่ต้องถูกนำไปตรวจสอบ คิดเป็นมูลค่ารวมของทรัพย์สินที่เข้าตรวจค้นทั้งสิ้นกว่า 900 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นแหล่งเงินกู้นอกกฏหมายของตำรวจภูธรภาค 3 และเจ้าหน้าที่ ปปง. เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการคืนความเป็นธรรมให้กับลูกหนี้ที่ถูกเอาเปรียบ ส่วนเจ้าหนี้ เจ้าหน้าที่ก็จะให้ความเป็นธรรมตามขั้นตอนของกฏหมาย เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฏหมาย โดยไม่มีการอำพราง

นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ โฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงการเข้ายึดทรัพย์ของกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบครั้งนี้ ว่า สำนักงาน ปปง.จะเข้ามาตรวจสอบดูทรัพย์สินที่ยึดไว้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานใดของกฏหมาย ปปง. เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งกับลูกหนี้และเจ้าหนี้ ซึ่งหากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ปปง.ก็จะดำเนินการตรวจสอบได้ข้อยุติได้ถูกต้องเป็นธรรมยิ่งขึ้น

news05-1

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ได้บุกเข้าตรวจค้นแหล่งปล่อยเงินกู้นอกระบบตั้งแต่ช่วงเช้าจำนวน 3 จุด คือ เต็นท์จำหน่ายรถยนต์มือสองบ้านคำเจริญ ต.แสนสุข อำเภอวารินชำราบ ยึดโฉนดที่ดินที่ลูกหนี้นำขายฝากและจำนำกับ นายสุรชัย พงษ์เฉลียว จำนวน 35 แปลง รถยนต์ที่วางจำหน่ายอีก 29 คัน และทรัพย์สินอื่นๆ อีก 27 รายการ

ส่วนจุดที่ 2 เป็นโรงค้าไม้แปรรูป ตั้งอยู่ถนนอุปลีสาน ต.ในเมือง มี นางกมลรัตน์ จึงวัฒนาตระกูล เป็นเจ้าของ ได้ตรวจยึดโฉนดที่ดินจำนวน 88 แปลง และยังพบรถยนต์ที่นำมาจำนำ จำนวน 16 คัน รถจักรยานยนต์อีก 2 คัน โดย นายนันทวิทย์ ชยะกุลศิริ ลูกเขยนางกมลรัตน์รับว่า เป็นผู้รับจำนำรถทั้งหมดไว้

ต่อมาได้เข้าค้นบ้านพักในซอยชยางกูร 40 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง ซึ่งเป็นของ น.ส.รุ่งนภา คาเนจา และ นายมันโมฮัน ซิง คาเนจา สองสามีภรรยา สามารถยึดโฉนดที่ดินที่ชาวบ้านนำมาขายฝากและจำนำไว้จำนวน 22 ฉบับ นอกจากนี้ ยังพบกัญชาน้ำหนักอีก 3 กรัม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหามียาเสพติดประเภทที่ 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง

พร้อมทำการตรวจยึดทรัพย์สินของนายทุนทั้ง 3 ราย ที่ลูกหนี้นำมาจำนำไว้ มาตรวจสอบว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด มีการปกปิด ซ่อนเร้น อำพรางของการได้มาของทรัพย์สินนั้น ตามกฏหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดยินดีให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดไว้

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อหานายทุนที่ถูกเข้าตรวจค้นยึดทรัพย์สินเหล่านี้ในหลายความผิด เช่น ตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ปล่อยเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และหากนายทุนรายใดมีลูกหนี้เกินกว่า 10 ราย และมีการทำนิติกรรมอำพรางเป็นการขายฝากที่ดิน แต่ไปเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นรายเดือน รายปี จะถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนด้วย

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!