"พายุปาบึก" ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนหรือสัญญาณ "เกิดการเลื่อนของฤดูกาล?"

"พายุปาบึก" ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนหรือสัญญาณ "เกิดการเลื่อนของฤดูกาล?"
Thai Post

สนับสนุนเนื้อหา

พายุโซนร้อนปาบึก ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกที่เรามาเจอพายุเกิดขึ้นในเดือนมกราคม จากปกติที่ฤดูกาลของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปีประมาณ ต.ค. - ธ.ค. นี่อาจมองได้ว่า เกิดการเลื่อนของฤดูกาลหรือไม่!

ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มองกันว่า ฤดูกาลของพายุกำลังเกิดความผันแปรหรือไม่ และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือไม่ ซึ่งนักวิจัยพยายามค้นหาหลักฐานใหม่ๆ เพื่อยืนยันว่าเกิดจาก Climate Change หรือไม่ หรือเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การขยายตัวของอากาศเขตร้อนชื้น (Tropical Zone Expansion) รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติขนาดใหญ่อย่าง ปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญา ที่อาจส่งผลทางอ้อมต่อการพัฒนาตัวของพายุหมุนในช่วงนี้

ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์
เนื่องจากพายุเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการหมุนวนของกระแสลมที่ศูนย์กลางมีความกดอากาศต่ำมากๆ การค้นหาสาเหตุการก่อตัวของพายุลูกนี้จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เป็นสารตั้งต้นการก่อตัวของความกดอากาศต่ำ ปัจจัยที่เอื้อในการพัฒนาตัว เส้นทางการเคลื่อนที่ และระดับความรุนแรง ตลอดจนการสลายตัวของพายุ โดยการศึกษาปัจจัยหลักอย่างน้อย 6 ปัจจัย จึงจะทำให้สามารถประเมินถึงสาเหตุเบื้องต้นในการพัฒนาตัวของพายุลูกนี้ได้


1. อุณหภูมิผิวน้ำทะเล ที่จะต้องมีความอุ่นเพียงพอ ในทางทฤษฎีการพัฒนาตัวของพายุหมุนเขตร้อน แหล่งพลังงานที่สำคัญ คือ อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลต้องมีค่าสูงกว่า 26 องศาเซลเซียส และมีระดับความลึกอย่างน้อย 60 เมตร เพื่อรักษาสมดุลของพลังงานให้ยาวนานพอที่จะส่งผ่านความร้อนให้ความกดอากาศต่ำเกิดการพัฒนาตัวจนเป็นพายุหมุนได้


2. กระแสลมเฉือนในแนวตั้งมีค่าต่ำ กระแสลมเฉือนเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของลมที่มีการเปลี่ยนความเร็วตามความสูง โดยการศึกษากระแสลมเฉือนในแนวตั้ง (Vertical Wind Shear) จะพิจารณาจากความเร็วลมที่แตกต่างกันของลมชั้นบน 2 ระดับ คือ ที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และที่ระดับความสูงประมาณ 15,000 เมตร จนมีผลทำให้เกิดกระแสลมเคลื่อนที่ในแนวตั้ง บริเวณที่ความกดอากาศต่ำเริ่มก่อตัว กระแสลมเฉือนในแนวตั้งเป็นปริมาณสำคัญที่บอกถึงการรบกวนการพัฒนาตัวจากความกดอากาศต่ำไปเป็นพายุหมุน เมื่อกระแสลมเฉือนในแนวตั้งมีค่าต่ำจะมีการรบกวนในระบบพายุน้อย จนทำให้ค่าความร้อนแฝงทั้งหมดถูกใช้ไปในการพัฒนาตัวของพายุหมุนอย่างมีประสิทธิภาพ


3. ความชื้น จะต้องวิ่งเข้าหาศูนย์กลางพายุอย่างต่อเนื่อง ความชื้นในอากาศเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พายุหมุนมีความแข็งแรงและยังคงสภาพได้นานแม้เกิดการปะทะกับสภาพแวดล้อม เนื่องจากความชื้นเป็นตัวเพิ่มมวลและโมเมนตัมให้กับพายุหมุนเป็นอย่างดี การประเมินความรุนแรงของพายุหมุนนอกจากการคำนวณจากความเร็วในการเคลื่อนที่ รวมทั้งความเร็วของการหมุนแล้ว ยังสามารถประเมินความรุนแรงจากโมเมนตัมได้เช่นกัน ความชื้นที่มีส่วนเสริมความแรงของพายุนับตั้งแต่ความชื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 5,500 เมตร เนื่องจากเป็นระดับที่กระแสอากาศเกิดการไหลวนเข้าสู่ศูนย์กลางของการหมุนในตัวพายุ


4. ตำแหน่งการก่อตัวของพายุ ปกติแล้วความกดอากาศต่ำที่จะพัฒนาตัวเป็นพายุหมุนเขตร้อนต่อไปได้ ตำแหน่งการเกิดถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด จากสถิติการเกิดพายุหมุนเขตร้อนในรอบเกือบ 50 ปี แสดงให้เห็นว่าตำแหน่งการเกิดและการเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อน โดยปกติจะเกิดสูงกว่าละติจูดที่ 5 องศาเหนือ และต่ำกว่าละติจูตที่ 5 องศาใต้ เหตุผลที่สำคัญก็คือ “แรงโคริออริส (Coriolis Force)” ซึ่งเป็นแรงในธรรมชาติอันเนื่องมาจากอิทธิพลการหมุนรอบตัวเองของโลก แรงโคริออริสจะช่วยเพิ่มการหมุนและการเคลื่อนที่ในขณะที่ความกดอากาศต่ำเริ่มก่อตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เปราะบางมาก เนื่องจากความกดอากาศต่ำที่ไม่เกิดการไหลวน (Circulation) จะไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้นาน ยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์จะมีพายุเคลื่อนตัวผ่านน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งที่ผลจากแรงโคริออริสมีค่าน้อยมาก (ที่ตำแหน่งเส้นศูนย์สูตร อิทธิพลจากแรงโคริออริสมีค่าเป็นศูนย์)


5. ความต่างของพลังงานในระบบของพายุกับพลังงานภายนอกจากสิ่งแวดล้อม การไหลและถ่ายโอนความร้อนแฝง (Latent Heat Flux) ภายในหย่อมความกดอากาศต่ำจะทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในชั้นบรรยากาศ กระบวนการไหลวนและยกตัวของอากาศจะพัฒนาตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนกลายเป็นพายุหมุน พลังงานความร้อนจะทำให้การไหลเข้าและไหลออกของอากาศพัฒนาความรุนแรงมากขึ้น ความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุจะมีค่าลดลงรวดเร็ว จนทำให้เกิดความแตกต่างของความกดอากาศในพายุและบริเวณโดยรอบอย่างมาก จนส่งผลทำให้การแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างบริเวณทั้งสองมีความรุนแรงมาก และ


6. ปัจจัยลมระดับบน พายุหมุนที่มีความรุนแรงถูกประเมินจากความเร็วของการไหลวนและการลดลงของความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุ พายุหมุนที่มีความรุนแรงนั้นค่าความกดอากาศภายในจะลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในระบบพายุ มวลอากาศจะไหลเข้าหาศูนย์กลางจากลมระดับล่างจนถึงระดับความสูงประมาณ 5,500 เมตร และอากาศจะไหลออกที่ระดับความสูงประมาณ 12,000 เมตร ในพายุหมุนที่มีความรุนแรงมากๆ ค่าความกดอากาศที่ศูนย์กลางจะมีค่าต่ำ ดังนั้นปัจจัยของลมชั้นบนที่ระดับความสูง 12,000 เมตร ที่มีความแรงมากๆ มีส่วนช่วยทำให้ความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกิดการไหลออกของอากาศอย่างรวดเร็วเช่นกัน


“โดยขณะนี้ทางศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เร่งศึกษาปัจจัยหลักที่สำคัญดังกล่าว และนำมาพิจารณาเทียบเคียงกับพายุหมุนเขตร้อนที่เคยเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเคยส่งผลกระทบกับประเทศไทยมาแล้วในอดีต เช่น พายุโซนร้อนแฮเรียต พายุไต้ฝุ่นเกย์ และพายุไต้ฝุ่นลินดา โดยทำการวิเคราะห์ถึงเงื่อนไขและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้พายุหมุนเขตร้อนเกิดการพัฒนาตัวและเส้นทางการเคลื่อนตัว เพื่อช่วยในการปรับปรุงการคาดการณ์พายุหมุนเขตร้อน ซึ่งในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ และเพื่อประโยชน์ในการเตรียมการรับมือและเตือนภัยอย่างทันท่วงทีสำหรับการเกิดพายุที่นับวันจะยากต่อการคาดการณ์ขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะรู้ผลได้ในอีก 3 สัปดาห์” ดร.ชลัมภ์ ระบุ

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏการณ์เอลนิโญซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในขณะนี้ อาจส่งผลต่อการพัฒนาตัวของพายุปาบึกด้วยหรือไม่นั้น ดร.ชลัมภ์ อธิบายว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมา ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์เอลนิโญ/ลานินญา และการพัฒนาตัวของพายุหมุน โดยพบว่า เอลนิโญ/ลานินญา ที่มีกำลังอ่อนหรือที่อยู่ในสภาวะเป็นกลางเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ที่เอื้อให้การพัฒนาตัวของพายุหมุนเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาวะดังกล่าวจะส่งผลรบกวนในระบบพายุน้อยมาก จนทำให้พายุหมุนที่กำลังเริ่มพัฒนาตัวสามารถรักษาเสถียรภาพการหมุนได้ยาวนานพอที่จะเริ่มสะสมพลังงานได้ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์เอลนิโญ/ลานินญา เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก จนทำให้เกิดการไหลวนของกระแสอากาศในแนวตั้งตลอดแนวเส้นศูนย์สูตร ที่เรียกว่าการไหลวนแบบวอล์กเกอร์ (Walker Circulation) ในปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ/ลานินญา มีความรุนแรง การไหลวนแบบวอล์กเกอร์จะมีความรุนแรงมากและส่งผลให้กระแสลมชั้นบนเกิดความผิดปกติ จึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการยับยั้งการพัฒนาตัวของพายุหมุนได้

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!