แฉ "อีวานกา ทรัมป์" ใช้อีเมลส่วนตัวติดต่องานราชการ

แฉ "อีวานกา ทรัมป์" ใช้อีเมลส่วนตัวติดต่องานราชการ
Thai Post

สนับสนุนเนื้อหา

รายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อวันจันทร์ที่ 19 พ.ย. 61 กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลตรวจพบว่า อีวานกา ทรัมป์ ใช้อีเมลส่วนตัวของเธอในการส่งจดหมายนับพันฉบับติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเกี่ยวกับกิจธุระของทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว และถึงแม้ว่าอีเมลหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะเป็นข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลด้านลอจิสติกส์เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางฉบับที่อาจละเมิดกฎหมายการบันทึกข้อมูลของรัฐบาลกลางสหรัฐ ซึ่งระบุให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลส่งข้อมูลการติดต่อของราชการเข้าเก็บรักษาระเบียนของรัฐบาลกลางภายใน 20 วัน

เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งในรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ชี้แจงกับซีบีเอสนิวส์ว่า อีเมลของอีวานกานั้นไม่ได้มีข้อมูลที่เป็นชั้นความลับ และเธอทำไปเพราะไม่เข้าใจกฎดังกล่าว โดยอีวานกาเลิกใช้อีเมลส่วนตัวของเธอในการตอบโต้งานของรัฐบาลทันทีหลังจากเธอได้รับแจ้งว่าไม่สมควรปฏิบัติแบบนั้น ขณะที่ทนายความของอีวานกาอ้างว่า เธอได้ส่งมอบอีเมลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐบาลเข้าสู่ระเบียนของรัฐบาลกลางแล้วตั้งแต่หลายเดือนก่อน

วอชิงตันโพสต์ ซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าวนิรนามหลายราย รายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวตรวจพบเรื่องนี้ระหว่างการทบทวนตรวจสอบอีเมล ภายหลังมีผู้ยื่นคำร้องขอให้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ การใช้อีเมลส่วนตัวติดต่องานราชการเคยเป็นประเด็นที่โดนัลด์ ทรัมป์ โจมตีนางฮิลลารี คลินตัน อย่างรุนแรง เมื่อครั้งที่ทั้งสองเป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2559 คราวนั้นทรัมป์ระบุว่า การที่นางฮิลลารีใช้อีเมลที่เก็บบันทึกไว้ในเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวในการติดต่องานราชการระหว่างที่นางดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเมื่อปี 2552 เป็นเรื่องอื้อฉาวที่ "ใหญ่โตกว่าคดีวอเตอร์เกต"

โดย ณ ขณะนั้น ทรัมป์กล่าวว่า นางคลินตันทำให้สหรัฐตกอยู่ในอันตราย และกล่าวโจมตีพฤติกรรมของนางหลายครั้งว่า "ผิดกฎหมาย" รวมทั้งเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ ระหว่างการปราศรัยหาเสียงมีหลายครั้งที่ทรัมป์และผู้สนับสนุนเขาพากันร้องตะโกนให้จับนางขังคุก เขายังเคยเรียกร้องให้รัสเซียช่วยขุดคุ้ยอีเมลราว 30,000 ฉบับ ที่นางคลินตันไม่ได้ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่สอบสวน หลังจากที่นางคลินตัน หรือทนายความของนาง ลงความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเนื่องจากเป็นข้อความส่วนตัว

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) เคยทำการสอบสวน 2 ครั้ง แต่ตัดสินใจไม่ตั้งข้อหานางคลินตัน เพียงแต่ตำหนิการกระทำนี้ว่าเป็นความสะเพร่าอย่างที่สุดในการจัดการข้อมูลที่เป็นความลับ

นอกจากนี้ หลายคนเชื่อว่า คำประกาศเปิดการสอบสวนครั้งใหม่ของเจมส์ คอมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอในขณะนั้น ซึ่งโดนประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลดเมื่อปีที่แล้ว ก่อนหน้าวันเลือกตั้งเพียง 11 วัน มีส่วนทำให้นางคลินตันพ่ายแพ้แก่ทรัมป์