จีนผุดไอเดีย ส่งเด็กเข้าค่ายเสริมความเป็นชายชาตรี

จีนผุดไอเดีย ส่งเด็กเข้าค่ายเสริมความเป็นชายชาตรี
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

เด็กชายอายุระหว่าง 7 – 11 ขวบหลายคนถูกส่งไปเข้าค่ายที่เขาเฟิ่งหวงทางตะวันตกของปักกิ่งทุกเสาร์ – อาทิตย์ เป็นเวลา 18 วัน เพื่อเรียกความเป็นชายชาตรีออกมา และป้องกันไม่ให้มีนิสัยอ่อนไหว เปราะบาง ขี้แย เห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ

ก่อนหน้านี้ มีกระแสความกังวลจากสังคมจีนที่รูปลักษณ์ของดาราและคนดังในปัจจุบันมีลักษณะ “ไร้เพศ” มากขึ้น สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนเพิ่งบรรยายลักษณะของกลุ่มดาราที่แสดง F4 เวอร์ชั่นล่าสุดว่า “ตุ้งติ้ง” พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนกลัวว่าลูกชายของตนจะทำตามกระแสบันเทิงและ “แมน” ไม่พอ จึงยอมจ่ายเงินก้อนโตถึงหนึ่งหมื่นหยวนหรือเกือบห้าหมื่นบาทเพื่อส่งลูกเข้าหลักสูตรนี้

นายถังไห่เหยียน อดีตครูพละซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง “ค่ายลูกผู้ชาย” กล่าวว่า “การศึกษาของเด็กผู้ชายกำลังเกิดวิกฤต ผมต้องลงมือทำเพื่อปกป้องพวกเขาและให้เขาหาความเป็นชายที่หายไปกลับมาให้ได้”

ทุกวันเด็ก ๆ ในค่ายจะผูกผ้าคาดเขียนว่า “ลูกผู้ชาย” บนศีรษะ ร้องสโลแกนว่า “ใครเก่งที่สุด? ผมเก่งที่สุด” “เราคือใคร? เราคือลูกผู้ชาย”

ในตอนเช้าเด็ก ๆ จะเรียงแถวยืนท้าลมหนาวบนภูเขาท่ามกลางอากาศเย็นๆ ในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเริ่มบทเรียน ก่อนฟังอาจารย์บรรยาย จะมีการท่องคำขวัญของชายชาตรี โดยเด็ก ๆ ปฏิญาณว่าจะทะเยอทะยานและมีอำนาจเหมือนดังนกอินทรีย์ จะฉลาดเฉลียวและมีจิตใจดีเหมือนปลาโลมา จะไม่ท้อถอยและติดดินเหมือนอย่างม้า นอกจากนี้ยังพูดถึงการปกป้องชาติ เกียรติ และความฝันอีกด้วย

นอกจากหลักสูตรค่าย 18 วันแล้วยังมีกิจกรรมระยะสั้นอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การถอดเสื้อวิ่งในฤดูหนาว ปีนเขาที่มีอุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียส หรือเดินข้ามทะเลทรายที่ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ บางสัปดาห์ก็ให้เด็ก ๆ แต่งชุดทหารและเล่นเคาท์เตอร์สไตรค์ในชีวิตจริง

“คุณพ่อของเขางานยุ่งและไม่มีเวลาอยู่กับลูกชายมากนัก มีแต่แม่ดูแล ลูกจึงอยู่แต่กับผู้หญิงตลอดเวลา เขาจึงอ่อนแอและร้องไห้ทุกครั้งที่เจออะไรลำบาก อาจจะเป็นที่แม่ประคบประหงมมากเกินไปเองเขาเลยยืนด้วยขาของตัวเองไม่ได้ เขาร้องไห้บนเบาะหลังเหมือนเด็กผู้หญิงเลย”

คุณแม่ท่านหนึ่งเล่าเหตุผลที่ส่งลูกเข้าค่าย โดยเปิดเผยว่ารู้สึกประหลาดใจมากเมื่อรับลูกชายกลับมา เพราะนอกจากลูกชายตนจะฝึกฝนจนสำเร็จตลอดหลักสูตรแล้ว ตอนนี้ยังมีความแน่วแน่จนอาสาซักถุงเท้าเองทั้งที่ปกติอาบน้ำด้วยตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ กิจกรรมค่ายยังช่วยเรื่องการเรียนด้วย เนื่องจากฝึกฝนวินัยอย่างหนัก

นายถัง ผู้ก่อตั้งค่าย กล่าวว่า เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงมาโดยแม่และญาติผู้หญิง เมื่อเข้าโรงเรียนก็ถูกรายล้อมด้วยครูผู้หญิงที่ตั้งกฎเกณฑ์ให้ชายหญิงปฏิบัติเหมือนกันหมด เช่นให้เงียบ ให้นั่งนิ่ง ๆ ซึ่งนายถังมองว่าไม่ยุติธรรมเพราะเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงมีลักษณะทางพัฒนาการที่ต่างกัน หลายครั้งเด็กผู้ชายก็ถูกเด็กผู้หญิงข่มจนเสียความมั่นใจไป "ผมจึงต้องช่วยพวกเขากลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ด้วยการหาความเป็นชายของตัวเองกลับมา”

นอกจากนายถังแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ศูนย์ฝึกหัดเฉพาะทางนี้ตั้งขึ้นมาในปี 2012 จึงมีการจัดอบรมเด็กไปแล้วกว่า 2 หมื่นคน โดยบางคนก็ยอมเดินทางมาจากเมืองที่ห่างไกลจากปักกิ่งเพียงเพื่อเข้าค่ายนี้

ด้าน หลิวจุนเซิง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและกระบวนการคิดของมหาวิทยาลัย East China Normal University กล่าวว่าที่จริงแล้วการบังคับเข้าค่ายในลักษณะนี้ไม่จำเป็นแต่อย่างใด เพราะการมีแบบอย่างที่ดีก็เพียงพอต่อการสร้างความเป็นชายชาตรีในตัวเด็กผู้ชายแล้ว โดยกล่าวว่า “ก็ไม่ชัดเจนว่าการบังคับเรียนเช่นนั้นจะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ แต่ปกติแล้วลักษณะความเป็นชายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องเสริมสร้าง แค่มีแบบอย่างที่ดีก็เพียงพอแล้ว”

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!