สูตรคณิตศาสตร์ "พรรคเพื่อไทย" กับสูตรความ (น่าจะ) เป็น

สูตรคณิตศาสตร์ "พรรคเพื่อไทย" กับสูตรความ (น่าจะ) เป็น
Thai Post

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่กี่วันก่อน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊กใช้ชื่อหัวข้อว่า คะแนนเหลือ (?) ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความน่าสนใจและสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ขออนุญาตนำบทความบางตอนมาเผยแพร่ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจในการพิจารณาสถานการณ์ในอนาคตทางการเมืองเป็นอย่างมาก อาทิ ในบทความดังกล่าวที่อธิบายตัวเลขของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า

การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 54 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนรวมในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตประมาณ 14 ล้านเสียง ถ้าเอาคะแนนนี้ไปคำนวณตามสูตรการเลือกตั้งแบบ จัดสรรปันส่วนผสม ที่คิดจากสมมติฐานว่าจะมีคะแนนที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงให้กับพรรคการเมืองต่างๆ ประมาณ 35 ล้านเสียง ตัวเลข ส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยพึงได้จะอยู่ที่ 200 ที่นั่ง (35 ล้าน/500 = 70,000 --> 14 ล้าน / 70,000 = 200)

และเมื่อไปดูจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคเพื่อไทยเคยได้ในการเลือกตั้งปี 54 จะพบว่าพรรคเพื่อไทยได้มาทั้งหมด 204 ที่นั่ง (เขต) หมายความว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถรักษาเขตเลือกตั้งที่เคยชนะเดิมไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีจำนวนน้อยลงตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่ลดลงจาก 375 เขต ในปี 54 เป็น 350 เขต ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน สมมติว่าอยู่ราวๆ 195-200 เขต (ที่นั่ง)

โดยนักวิชาการสถาบันพระปกเกล้ามองว่า เมื่อนำจำนวนที่พึงได้ลบด้วยจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคเพื่อไทยได้รับ เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่เกิน 5 คน จึงเป็นที่มาของการแตกหน่อตั้งพรรคลูกพรรคหลาน ไปตามเก็บคะแนนเพื่อนำมาคิดคำนวณเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อาทิ พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ และพรรคอื่นๆ ถามว่า ตั้งพรรคลูกพรรคหลานขึ้นมา จะไม่มาแย่งคะแนนกันเองหรือ ตอบได้เลยว่า ไม่ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ พรรคเพื่อไทย มีคะแนนเหลือ (เฟือ)

คะแนนเหลืออยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ และจะแปรเปลี่ยนไปเป็น ส.ส. (บัญชีรายชื่อ) ได้กี่ที่นั่ง โปรดพิจารณาตัวเลขสมมติต่อไปนี้ สมมติในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคเพื่อไทยยังได้รับความนิยมจากประชาชนเท่าเดิม คือ 14 ล้านเสียง ถ้าพรรคเพื่อไทยสู้ศึกการเมืองพรรคเดียวก็จะได้ ส.ส.ไม่เกิน 200 ที่นั่ง เพราะพรรคเพื่อไทยมีเขตเลือกตั้งที่มีโอกาสชนะสูงตุนอยู่ในมือครบแล้ว (195-200 เขต)

เพื่อรักษาเขตเดิมที่เคยชนะเอาไว้ (195-200 เขต) เพื่อไทยต้องการคะแนนเสียงประมาณ 10.5 ล้านเสียง (204 เขต x 51,000 คะแนนต่อเขต) ก็เกินพอ พรรคเพื่อไทยจึงมีคะแนนเหลือ เท่ากับ 14 ล้าน ลบด้วย 10.5 ล้าน ซึ่งก็คือประมาณ 3.5 ล้านคะแนน

ทางออกที่ดีที่สุดคือ การตั้งพรรคลูกพรรคหลาน เพื่อไปช่วยกันเก็บคะแนนเหลือๆ ที่มีอยู่มากกว่า 3.5 ล้านเสียง ซึ่งมีค่าเท่ากับ ส.ส.อย่างน้อย 50 ที่นั่ง (3.5 ล้าน หารด้วย 70,000) การเกิดขึ้นมาของพรรคเพื่อธรรม เพื่อชาติ จึงไม่ใช่การแย่งคะแนนกันเอง แต่เป็นการช่วยกันเก็บคะแนนที่เป็นของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ให้สามารถนำไปใช้คิดคำนวณเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้โดยไม่เสียเปล่าต่างหาก

ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจึงไม่ตกอกตกใจ (ออกจะยินดีด้วยซ้ำ) กับการเกิดขึ้นของพรรคที่หวังคะแนนจากฐานเสียงเดียวกันอย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคสามัญชน พรรคเกียน ฯลฯ เพราะพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเหลือเฟือที่จะแบ่งปันให้แก่เพื่อนๆ นั่นเอง

>> จำลองผลการเลือกตั้งปี 2554 ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญ 2560

อย่างไรก็ดี จากรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายลูก ด้วยระบบคะแนนไม่ทิ้งน้ำ สนับสนุนให้เกิดพรรคขนาดเล็ก หวังช่วงชิง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยที่เต็มไปด้วยนักวิชาการ นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ นักยุทธศาสตร์ ย่อมต้องอ่านเกมนี้ออก เลยเป็นเหตุที่มาของการแยกกันเดิน-ร่วมกันตี ล่าสุดมีความคิดเห็นจากคนในพรรคผุดขึ้นมาอีกสูตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมาฟังเสียงของนักการเมืองอย่าง สุทิน คลังแสง อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคไทยรักไทย ก็มีการส่งสารที่สำคัญเฉกเช่นเดียวกัน โดยเขาระบุว่า

"ได้รับฟังเสียงจากชาวบ้านที่มาพูดคุยกับตน กังวลกระแสข่าวการยุบพรรคเพื่อไทยว่าอาจจะเกิดขึ้นอีกรอบ จึงเสนอแนวคิด 2 แนวทาง 1. ถ้ามีการยุบพรรคเพื่อไทยจริง จะไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เท่าที่ทราบฐานเสียงเพื่อไทยมีประมาณ 17 ล้านเสียงจากคราวที่แล้ว ตอนนี้อาจมีถึง 20 ล้านเสียง จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยประมาณ 41 ล้านเสียง"

สุทิน คำนวณตัวเลขทางการเมืองตามสูตรของเขาว่า "ถ้าหาก 20 ล้านเสียง พร้อมใจไม่ไปใช้สิทธิ์ อาจจะทำให้ผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเช่นนั้นคงทำให้การเลือกตั้งได้รับผลกระทบแน่นอน หรือ 2. ไปใช้สิทธิ์ แต่จะโหวตโน คือไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ใคร หากเป็นเช่นนั้น คงจะเกิดเหตุการณ์หลายเขต ผู้สมัครถึงแม้ชนะ แต่ยังจะแพ้คะแนนโหวตโน ต่อผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเลือกใครอยู่ดี ทำให้ต้องมีการเลือกใหม่อีกหลายรอบ กว่าจะได้ผู้ชนะที่ชนะคะแนนโหวตโน"

อย่างไรก็ตาม นี่คือสูตรที่มาจากทั้งฟากฝั่งของนักวิชาการ และนักการเมืองอาชีพ ในระยะเวลาอันใกล้คงได้คำตอบในสูตรคณิตศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยจะเดินเกมต่อ รับรู้ และเตรียมพร้อมสู้ตามกติกาปัจจุบัน บนเป้าหมายรวบรวมฐานเสียงจัดตั้งรัฐบาลแข่ง

>> "เพื่อไทย" ขยับวางตัวคนลง ส.ส. วุ่นหนีปาร์ตี้ลิสต์ วิ่งขอลงเขต!

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!