ทูตสหรัฐประจำยูเอ็นลาออกกะทันหัน พร้อมปฏิเสธข่าวลงชิง ปธน.แข่ง "ทรัมป์"

ทูตสหรัฐประจำยูเอ็นลาออกกะทันหัน พร้อมปฏิเสธข่าวลงชิง ปธน.แข่ง "ทรัมป์"
Thai Post

สนับสนุนเนื้อหา

นิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น ยื่นลาออกจากตำแหน่งกะทันหันเมื่อวันอังคาร แต่ปฏิเสธว่าไม่มีความตั้งใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐแข่งกับโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะอีวานกา ทรัมป์ ออกตัวไม่คิดสืบทอดตำแหน่งนี้แทน ตามคำยุของพ่อ

ทั้งนี้ นิกกี เฮลีย์ ผู้เป็นอดีตผู้ว่าการรัฐเซาธ์แคโรไลนาเชื้อสายอินเดีย วัย 46 ปี ถือเป็นผู้หญิงที่รับตำแหน่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมักถูกมองว่าเธอมีโอกาสจะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี การลาออกอย่างปุบปับของเธอสร้างความประหลาดใจแก่ทั้งบุคคลในรัฐบาลและในองค์การสหประชาชาติ

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ว่า เฮลีย์ประกาศเจตนารมณ์ของเธอขณะเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า การได้ทำหน้าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ 18 เดือน ถือเป็นเกียรติตลอดชีวิตของเธอ และเธอจะดำรงตำแหน่งนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2561 นี้

AFP

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้กล่าวชมเฮลีย์ไม่ขาดปากว่าทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม เผยว่า เฮลีย์บอกกับเขาเรื่องจะอำลาตำแหน่งเมื่อราว 6 เดือนที่แล้ว โดยเขาจะเสนอชื่อเอกอัครราชทูตคนใหม่ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้เขามีตัวเลือกอยู่ในใจแล้ว 5 คน หนึ่งในนั้นคือ ดีนา เพาเวลล์ อดีตรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ แต่เขาไม่เผยชื่ออีก 4 คนที่เหลือ บอกเพียงว่า ริชาร์ด กรีเนลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเยอรมนีคนปัจจุบันไม่ได้อยู่ในรายชื่อนี้ แต่เขาก็พร้อมจะพิจารณากรีเนลล์ด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปรยชื่อของอีวานกา ลูกสาวคนโตของเขาด้วย แต่ก็ยอมรับว่าเขาอาจโดนวิจารณ์ว่าเล่นพรรคเล่นพวกอีก อย่างไรก็ดี อีวานกาทวีตข้อความปฏิเสธไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น โดยบอกว่าถือเป็นเกียรติที่เธอได้ทำงานในทำเนียบขาวกับเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมหลายคน และรู้ว่าประธานาธิบดีจะแต่งตั้งบุคคลที่น่านับถือมาทำหน้าที่แทนเฮลีย์ ซึ่งบุคคลนั้นไม่ใช่เธอ

เฮลีย์มีชื่อแต่กำเนิดว่า นิมรตา รันธาวา มีพ่อและแม่เป็นชาวอินเดียอพยพเข้าเมือง ครอบครัวของเธอนับถือศาสนาซิกข์ อาศัยในเมืองแบมเบิร์ก รัฐเซาธ์แคโรไลนา แต่เธอเปลี่ยนมานับถือคริสต์ เมื่ออายุได้ 20 ปีกว่า และเมื่อเล่นการเมืองก็ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกันแดนใต้ที่เป็นพวกเคร่งศาสนา

สมัยที่เธอดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเซาธ์แคโรไลนาเมื่อปี 2558 เธอออกคำสั่งให้ปลดธงสหพันธรัฐลงจากอาคารรัฐสภาของเซาธ์แคโรไลนา หลังจากเกิดเหตุมือปืนผิวขาวคลั่งลัทธิคนขาวเป็นใหญ่กราดยิงคริสตศาสนิกชนผิวสี 9 คนภายในโบสถ์ที่เมืองชาร์ลส์ตัน และทำให้ชื่อของเธอถูกกล่าวขวัญว่ามีโอกาสจะขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศ

เมื่อครั้งที่ทรัมป์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2559 เฮลีย์เป็นผู้หนึ่งที่วิจารณ์ทรัมป์ แต่หลังจากรับตำแหน่งในรัฐบาลของเขา เธอกลายเป็นกระบอกเสียงชั้นยอดของนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์ โดยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของการนำสหรัฐถอนตัวจากโครงการและข้อตกลงของยูเอ็นหลายฉบับ อีกทั้งยังคอยปกป้องนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐต่ออิหร่านและเกาหลีเหนืออีกด้วย

ในจดหมายลาออก เฮลีย์ยืนกรานว่าเธอยังไม่มีแผนการที่แน่นอนสำหรับอนาคต แต่มั่นใจได้ว่า เธอจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2563 โดยเธอจะสนับสนุนทรัมป์ในการลงเลือกตั้งอีกสมัย โดยเฮลีย์ยังบอกเป็นนัยถึงการรับตำแหน่งในภาคเอกชนซึ่งได้ค่าตอบแทนสูง

ทั้งนี้ ข้อมูลการเปิดเผยทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐประจำปี 2561 เผยให้เห็นว่าเธอมีหนี้สินจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงการจำนองที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านดอลลาร์