กรมอุทยานฯ ชนะคดีทวงคืนที่ดิน 71 ไร่ บนเกาะปอดะ จ.กระบี่

กรมอุทยานฯ ชนะคดีทวงคืนที่ดิน 71 ไร่ บนเกาะปอดะ จ.กระบี่
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

ต้นมะพร้าวอายุ 45 ปี หลักฐานเด็ดพิสูจน์การครอบครองที่ดิน 71 ไร่ของภาคเอกชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมอุทยานฯ เผยใช้รูปแบบบูรณาการพิสูจน์ความจริงในการทวงคืน “เกาะปอดะ” ทำให้ศาลแพ่งอุทธรณ์ตัดสินให้กรมอุทยานฯ ชนะคดี

วันที่ 18 ส.ค. 2561 นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วยนายวิษณุ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตัวแทนจากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร แถลงวานนี้ ถึงกรณีศาลแพ่งอุทธรณ์ จ.กระบี่ มีคำพิพากษาให้กรมอุทยานฯชนะคดีฟ้องร้องที่ดินจำนวน 71 ไร่บนเกาะปอดะ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ โดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอ เข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อใช้ในการต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันระหว่างกรมอุทยานฯ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ทำให้คดีระหว่างกรมอุทยานฯ พลิกกลับมาชนะเอกชนในชั้นศาลอุทธรณ์ได้

“ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ 2 อย่างคือ การวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น และนำคำเห็นแย้งในคำพิพากษาชั้นต้นมาพิสูจน์หาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่อยู่ในคำพิพากษา เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ.2510 ที่นำมาแปลภาพถ่ายทางอากาศ และชัดเจนว่าไม่เคยปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์ในพื้นที่เกาะปอดะและการนำผู้เชี่ยวชาญมะพร้าว จากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ปืนต้นมะพร้าว เพื่อนับวงปีมะพร้าว”

ร.ต.อ.วิษณุ กล่าวว่า การพิสูจน์อายุมะพร้าว เพราะในศาลชั้นต้นมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ภาคเอกชนว่าปลูกก่อนปี 2510 จึงต้องพิสูจน์โดยทีมวิจัยพืชสวนชุมพร เข้าไปตรวจอายุต้นมะพร้าว กระทั่งพบชัดเจนว่าปลูกหลังปี 2510 ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ภูมิประเทศที่ยังมีสภาพเป็นป่าชัดเจน โดยตัวแทนศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ใช้หลักสากลในการนับอายุมะพร้าวบนเกาะปอดะ เป็นหลักฐานในคดีครั้งแรก ทำให้รู้ว่าต้นมะพร้าวที่เกาะนี้มีอายุมากสุด 45 ปี หรือมีอายุในช่วงปี 2515 โดยใช้การสุ่มตรวจจำนวน 12 ต้น ช่วงโคนต้นมะพร้าวจะมีการเจริญเติบโตจะมีรอยแผลของกาบใบจะค่อนข้างถี่ ในช่วงแรก 4-5 ปี จากนั้นและจะวัดช่วงรอบต่อไป นับตามรอยแผลของมะพร้าวรอบโคนต้น ถ้ารอยแผลตรงกันจะนับเป็นจำนวน 1 ปี และในช่วงของใบจะนับส่วนยอดของทางใบ

ส่วนกรณีอ้างหลักฐาน ส.ค.1 ครอบครองบนเกาะปอดะ ซึ่งเอกชนนำ ส.ค.1 เลขที่ 2 มาอ้างครอบครองทำประโยชน์ก่อนปี 2510 ถ้าตรงแปลงในช่วง พ.ศ.2497 จะต้องมีร่องรอยการทำประโยชน์เช่นกัน แต่การอ่านแปลภาพถ่าย ขัดแย้งกับตัวหลักฐานที่นำมาอ้าง ทำให้สรุปว่าหลักฐาน ส.ค.1 ไม่ได้อยู่บนเกาะปอดะ แต่บินมาจากพื้นราบ และเป็นที่มาในการทวงคืนที่ดินได้สำเร็จในศาลแพ่งอุทธรณ์

ขณะที่นายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ยอมรับว่า รู้สึกโล่งใจ เพราะคดีนี้เป็นมหากาพย์ในการต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2561 หากใครไปจะพบว่าเกาะปอดะมีความสวยงาม และเป็นทรัพยากรที่ต้องเก็บไว้เป็นสมบัติชาติ ซึ่งทางกรมอุทยานฯ ยื่นเรื่องเพื่ออุทธรณ์คดีรวมระยะเวลา 9 เดือน 25 พ.ย.2560

เป็นครั้งแรกที่กรมอุทยานฯ ได้แก้ต่างในชั้นอุทธรณ์จนพลิกชนะคดี และมาจากความร่วมมือกันแบบบูรณาการกับหลายหน่วยงานที่เข้ามาร่วมมือในคดีเกาะปอดะ ซึ่งแนวทางการต่อสู้คดียอมรับว่ายากการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังถือว่ามีความท้าทายมาก และจะใช้เป็นบรรทัดฐานในการเดินหน้าคดีการฟ้องร้องที่ดินในเขตอุทยานฯแห่งอื่นๆ เช่น อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต ขณะนี้เกาะปอดะ ยังอยู่ในการดูแลของกรมอุทยานฯ และถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษารอบนี้แล้วเชื่อว่า หากเอกชนจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อภายใน 30 วันก็จะมีโอกาสต่อสู้น้อย เพราะเรามีทั้งพยานบุคคลที่ชี้เรื่อง ส.ค.1 ที่นำมากล่าวอ้างบินมาจากที่อื่น ร่องรอยจากภาพถ่ายทางอากาศ และอายุของต้นมะพร้าวที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาต่อสู้คดี ซึ่งเข้าใจว่าเอกชนอยากได้ที่ดินเกาะปอดะ เพราะมีความสวยงามมูลค่าสูงนับพันล้านบาท

ลำดับเหตุการณ์คดีทวงคืนเกาะปอดะ 71 ไร้ เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา- หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ การต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 33 ปี

5 ต.ค. 2528 มีการตรวจสอบพื้นที่บริเวณเกาะปอดะ หมู่ที่ 2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง  จ.กระบี่ ตรวจพบชาวบ้าน2 คน ชื่อนายโหรบ ชำนินา และนางมิอะ ชำนินา ภรรยา ให้การว่า ได้ครอบครองที่ดินเกาะปอดะ โดยมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก) เลขที่ 750, 757, 758 และ 759 ซึ่งได้ขายที่ดินทั้งหมดให้กับ นายชวน ภูเก้าล้วน ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้มีคำสั่งที่ 11/2532 เรื่อง แต่งตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ซึ่งอนุกรรมการฯ มีมติให้กรมป่าไม้ประสานงานผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ขอให้เพิกถอน น.ส. 3ก ทั้ง 4 ฉบับ ตามนัยมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ไม่สั่งเพิกถอน

26 ส.ค. 2536 กรมป่าไม้ขอให้อัยการจังหวัดกระบี่ จัดพนักงานอัยการดำเนินคดีแพ่ง เพื่อเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก) เลขที่ 750, 757, 758 และ 759 ปรากฏตามคำฟ้องศาลจังหวัดกระบี่ ลงวันที่ 24 เมษายน 2543

30 ธ.ค. 2546 ศาลจังหวัดกระบี่ มีคำพิพากษาความแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ 276/2543 คดีหมายเลขแดงที่ 852/2546 คดีหมายเลขดำที่ 501/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 853/2546 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) เลขที่ 750, 757, 758 และ 759 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ กับให้ขับไล่จำเลย (นายชวน ภูเก้าล้วน) และบริวารออกไป พร้อมให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาความแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ 196-197/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 2948-2949/2549 พิพากษายืน

30 ธ.ค. 2554 ศาลฎีกา มีคำพิพากษาความแพ่ง (คดีข้อ 4) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ที่ 11431-11432/2554 พิพากษายืน

17 ม.ค. 2556 สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ มีหนังสือ ที่ กบ 0020.5/1352 แจ้งว่า ได้ดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) เลขที่ 750,757,758 และ 759เรียบร้อยแล้ว

20-21 ก.พ.2557 ทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง บนเกาะปอดะ หมู่ที่ 2 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ตามหมายบังคับคดีที่ 90/2556 ศาลจังหวัดกระบี่ ลงวันที่ 27ก.พ. 2556

สำหรับที่ดินบนเกาะปอดะ ส่วนที่อยู่นอกเขตพื้นที่ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษานายชวน ภูเก้าล้วน ได้ดำเนินการกั้นรั้วลวดหนามและก่อสร้างศาลาเหลี่ยม โดยอ้างสิทธิ์ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา- หมู่เกาะพีพี ได้ดำเนินการกล่าวโทษตามคดีอาญาที่ 120/2557 และ 146/2557 รวม 2 คดี และดำเนินการรื้อถอนตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดกระบี่ มีคำพิพากษาความอาญา เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2560 ตามคดีหมายเลขดำที่ 1088/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 1843/2560 พิพากษายกฟ้อง จำเลย (นายชวน ภูเก้าล้วน นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นโจทก์ ฟ้องความแพ่ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ 1 นายนิพนธ์ โชติบาล ที่ 2 นายไชยธัช บุญภูพันธ์ตันติ ที่ 3 จำเลย ซึ่งศาลจังหวัดกระบี่ มีคำพิพากษาความแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.115/2558 คดีหมายเลขแดงที่ พ 525/2560 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ตามเอกสารหมาย จล. 1 ของโจทก์ เกาะปอดะ  และให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวของโจทก์

12 ก.พ. 2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาความอาญา นายชวน ภูเก้าล้วน ได้ดำเนินการกั้นรั้วลวดหนามและก่อสร้างศาลาเหลี่ยม โดยอ้างสิทธิ์ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) ตามคดีหมาย เลขดำที่ สวอ. 4 – 5/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 391 – 392/2561 พิพากษากลับเป็นว่า จำคุกจำเลย (นายชวน ภูเก้าล้วน) 3 ปี 6 เดือน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

16 ส.ค.2561 ศาลจังหวัดกระบี่ นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ความแพ่ง (คดีข้อ 10) ตามคดีหมายเลขดำที่ 195/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 1565/2561  พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 500,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 400,000 บาท

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ เกาะปอดะ