แฉพิรุธคดี “น้องหญิง” ไม่ใช่แค่กกน.ที่หาย เสื้อยืด-เสื้อซับ-ยกทรง ก็หาย

แฉพิรุธคดี “น้องหญิง” ไม่ใช่แค่กกน.ที่หาย เสื้อยืด-เสื้อซับ-ยกทรง ก็หาย
Amarintv

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะอิน ได้นำตัวนายสุรพล หรือ อ๊อฟ ผู้ต้องหาในความผิดฐาน หน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และนางสาวสิรินาถ หรือ เป็ด เพื่อนของผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ วัตถุพยานที่จะใช้เป็นหลักฐานประกอบคดีคือกางเกงในของน้องหญิง แต่ทางญาติยังไม่ได้รับจากทางโรงพยาบาล

วันที่ 4 ส.ค. 61 น.ส.ภานิษา อาของน้องหญิง เปิดเผยว่า การที่พยาบาลยอมรับว่าโกหก เรื่องกางเกงในของน้องหญิง ที่ครั้งแรกอ้างว่าคืนให้กับญาติแล้ว แต่รับสารภาพภายหลังว่านำส่งให้แม่บ้านนำไปเผาทิ้งแล้ว เพราะตอนแรกที่ได้มาคือกางเกง ไม่มีกางเกงใน ไม่มีเสื้อชั้นในและเสื้อซับในด้วย โดยเรื่องนี้ตนสงสัยว่า ทำไมต้องเอากางเกงในของน้องหญิงไปเผา ทำไมพยาบาลต้องโกหก ทั้งที่เป็นของคนไข้ ควรที่จะต้องเก็บเอาไว้ให้

ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับพ่อของน้องหญิง และจะคุยกันวันนี้ ซึ่งหากพยาบาลไม่ได้ตั้งใจ ก็อาจจะแค่นำไปทิ้งโดยไม่ได้เผา แต่ทำไมต้องเอาไปเผาด้วย

>> รู้สาเหตุแล้ว "กางเกงในน้องหญิง" หายจากศพ พยาบาลเป็นคนเก็บไปทิ้ง

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีหลักฐานใหม่ เป็นคลิปเสียงของพยาบาลในโรงพยาบาลการุณเวช ที่ยอมรับว่าไม่ได้ส่งคืนกางเกงในของน้องหญิงให้กับญาติ แต่ได้เผาทำลายทิ้งไปแล้ว ซึ่งจากก่อนหน้านี้พยาบาลยืนยันว่าได้คืนเสื้อผ้า รวมถึงกางเกงในของน้องหญิงให้กับญาติไปทั้งหมดแล้ว

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า พยาบาลได้แยกเสื้อผ้าของน้องหญิงเป็น 2 ถุง ได้แก่ ถุงสีขาว ใส่กางเกงขาสั้น และถุงสีแดง ใส่กางเกงใน ซึ่งต่อมาแม่บ้านได้นำถุงสีแดงไปทิ้ง ส่งให้บริษัทกำจัดขยะที่เผาทำลายในภายหลัง ซึ่งตนก็ไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเป็นรูปภายในรถเทรลเลอร์หลังเกิดเหตุเพียง 3-4 ชั่วโมง ที่มีพยานรายหนึ่งได้ถ่ายไว้ ซึ่งภายในรถมีสภาพยุ่งเหยิง เห็นได้ชัดว่ามีการต่อสู้กัน ต่างจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเก็บหลักฐานในภายหลัง ที่สภาพภายในรถถูกเก็บเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว

ส่วนเรื่องที่มีการรับเงินจากพ่อของผู้ต้องหาจำนวน 300,000 บาทนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทั้งหมด ตนยังเผยแพร่ไม่ได้ เนื่องจากผลต่อรูปคดี

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เปิดเผยว่า ส่วนตัวมองว่าขณะที่น้องหญิงถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล เป็นกรณีของการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่การล่วงละเมิดทางเพศ และไม่ใช่สาเหตุการฆาตกรรม ปกติแล้วหากเป็นคดีฆาตกรรม เสื้อผ้าทุกชิ้นของผู้เสียชีวิต จะไม่มีการนำไปทิ้ง เพราะจะมีเลือดของผู้เสียชีวิตหรือผู้ต้องหาติดอยู่ ซึ่งสามารถนำไปตรวจหาดีเอ็นเอได้

แต่กรณีนี้ พยาบาลที่เป็นคนเอากางเกงในของน้องหญิงไปทิ้ง คงจะไม่ทราบว่าคดีของน้องหญิงเป็นคดีฆาตกรรม และกางเกงในตัวดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับการฆาตกรรม ขณะที่ภาพของคดีเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม

ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหลายส่วน เช่น การค้ามนุษย์ การค้าประเวณี หรือแม้กระทั่งเรื่องเงิน และอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้น ประเด็นเหล่านี้จะปรากฏหลักฐานทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถทิ้งได้ หากทราบตั้งแต่ตอนแรก

ทนายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า การที่พยาบาลนำกางเกงในของผู้เสียชีวิตไปทิ้ง จะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น ในคดีอาญา การกระทำความผิดทุกข้อหาจะต้องมีเจตนา หากเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนา หรือขาดเจตนา ถือว่าไม่ผิด

ตามความเห็นของตน การที่พยาบาลนำกางเกงในไปทิ้งโดยคิดว่าคดีนี้เป็นเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุ ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา แต่จะผิดกฎหมายแพ่ง หรือผิดทางวินัยหรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบอีกครั้ง

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องยากที่หลักฐานชิ้นสำคัญในคดีสูญหายไป อาจทำให้ยิ่งลำบากต่อการพิสูจน์ทราบ เพราะกางเกงในถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงบุคคลที่เข้ามาทำร้ายน้องหญิง แต่อีกวิธีหนึ่ง คือการตรวจสอบว่ามีการร่วมเพศกันหรือไม่ โดยการตรวจที่ช่องคลอดของน้องหญิง เพื่อหาคราบอสุจิ ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบว่ามีการตรวจสอบในส่วนนี้ด้วยหรือไม่

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!