รายงานพิเศษ : สสช.ร่วมมือกรมอนามัยสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.2552

กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนเนื้อหา

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมมือกับกรมอนามัย สำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.2552 โดยเพิ่มการสำรวจการตรวจเลือด เพื่อหาทาลัสซีเมียและโรคเอดส์ก่อนแต่งงาน รองรับการจัดทำแผนงานโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ในการดูแลสุขภาพของผู้หญิงอย่างครอบคลุม รายละเอียดติดตามได้จากรายงาน นอกจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยสำรวจสุขภาพจิตคนไทยแล้ว ล่าสุดยังได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.2552 นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า การสำรวจนี้เป็นความร่วมมืออีกโครงการหนึ่งระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข นอกเหนือจากโครงการอื่นอีกหลายโครงการที่ได้ทำร่วมกัน ทั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์มาแล้ว 4 ครั้ง สำหรับ 3 ครั้งแรก ดำเนินการในปี พ.ศ. 2518 , 2528 และ 2539 โดยเป็นการสำรวจเฉพาะในเรื่องภาวะการเจริญพันธุ์ เช่น จำนวนบุตรเกิดรอด อายุแรกสมรส การดูแลครรภ์ สถานที่ฝากครรภ์ และการให้นมบุตร โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้หญิงอายุ 15-49 ปีเท่านั้น ต่อมาการสำรวจครั้งที่ 4 ในปี 2549 ได้ขยายขอบเขตการสำรวจให้ครอบคลุม ทั้งเรื่องการวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด การตรวจหลังคลอด การให้บุตรกินนมแม่อย่างเดียว ครอบครัวอบอุ่น การตระหนักรู้เรื่องโรคเอดส์ และการตรวจมะเร็งระบบสืบพันธุ์ โดยในปี 2549 พบว่า คู่สมรสส่วนใหญ่หรือร้อยละ 45.3 ใช้วิธีการคุมกำเนิดโดยให้ฝ่ายหญิงกินยาคุม รองลงมาคือทำหมันหญิง ส่วนฝ่ายชายมีการคุมกำเนิด โดยทำหมันชายเพียงร้อยละ 1.2 และที่ใช้ถุงยางอนามัยมีเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ส่วนแม่ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 1 ปี ได้ให้ลูกกินนมแม่ร้อยละ 96.8 ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นการให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวร้อยละ 51.5 และให้กินนมแม่อย่างเดียวระยะเวลา 4 เดือนขึ้นไปมีเพียงร้อยละ 15.5 ทั้งนี้หญิงไทยแต่งงานช้าลง โดยแต่งงานอายุเฉลี่ย 21.2 ปี จากอายุเฉลี่ย 19.4 ปีในปี 2528 ขณะที่จำนวนบุตรที่เกิดรอดโดยเฉลี่ยลดลงจาก 3.1 คนในปี 2528 เป็น 1.9 คนในปี 2549 นอกจากนี้ยังพบว่า หญิงสมรสถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจร้อยละ 8.6 โดยพบว่าร้อยละ 1.3 ถูกทำร้ายทุกวัน อย่างไรก็ตามประชากรไทยส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 90 มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์ โดยรู้ว่าการไม่นอกใจคู่สมรส การใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจเลือด ช่วยลดการติดเชื้อเอดส์ได้ แต่ผู้หญิงอายุ 35-59 ปี ที่ไม่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกเลย มีถึงร้อยละ 36.7 และที่เคยตรวจ แต่ไม่ตรวจในรอบ 5 ปี ก็มีถึงร้อยละ 13.5 สำหรับปี 2552 เป็นการสำรวจครั้งที่ 5 ที่มีเนื้อหาเพิ่มขึ้นจากที่เคยสำรวจมา ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ การตรวจเลือดเพื่อหาทาลัสซีเมียและโรคเอดส์ก่อนแต่งงาน ความพร้อมของการมีบุตร รวมทั้งได้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มวัยรุ่น คืออายุ 15-24 ปี ในเรื่องการคุมกำเนิดและการป้องกันการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย ผลจากการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.2552 จะทำให้ประเทศไทยทราบสถานการณ์อนามัยการเจริญพันธุ์ของประชากรในประเทศ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนงานโครงการ และประเมินผลการปฏิบัติงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศต่อไป ทั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภาคงานสนามในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีขนาดตัวอย่างประมาณ 30,000 ครัวเรือน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ