หนุ่มสูญเสียแม่ – น้อง ถูกแทงคาตา พ้น 8 ปียังฝังใจ พลาดเลี้ยงฆาตกรในบ้าน ลั่นควรประหาร

หนุ่มสูญเสียแม่ – น้อง ถูกแทงคาตา พ้น 8 ปียังฝังใจ พลาดเลี้ยงฆาตกรในบ้าน ลั่นควรประหาร
Amarintv

สนับสนุนเนื้อหา

จากกรณีที่มีกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต หลังจากที่มีการตัดสินประหารชีวิตนักโทษรายหนึ่ง เป็นรายแรกในรอบ 9 ปี เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 61 ต่อมาเพจเฟซบุ๊กเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้เผยแพร่ข้อความของหนุ่มรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่า 


วันที่ 20 มิ.ย. 61 นายกรกฤช อายุ 38 ปี เจ้าของข้อความดังกล่าว เปิดใจว่า มีชายรายหนึ่งเข้ามาขอที่พักอาศัยกับแม่ของตนที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งแม่ของตนมีห้องแถวให้เช่า และเป็นเจ้าของสวนทุเรียน แม่จึงให้ชายคนดังกล่าวอาศัยอยู่ในห้องแถวโดยไม่คิดเงิน ทั้งยังจ้างให้ดูแลสวน เพราะต้องการจะช่วยเหลือ

หลังจากนั้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ วันที่ 18 ก.ย. 2552 เวลาประมาณ 9.00 น. ขณะนั้นตนนอนดูโทรทัศน์อยู่ ส่วนแม่และน้องชายกำลังนั่งกินข้าวอยู่ ชายคนดังกล่าวเข้ามาในบ้านและขอน้ำดื่ม น้องชายตนจึงเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะหยิบน้ำให้ ขณะที่กำลังหยิบน้ำ อีกฝ่ายก็วิ่งเข้ามาและใช้มีดกระหน่ำแทงน้องชายตนจากด้านหลัง

ตนได้ยินเสียงขวดน้ำตกจึงรีบวิ่งมา เห็นคนร้ายกำลังวิ่งเข้าไปหาแม่และแทงแม่ตนที่ท้อง ตนเข้าไปช่วยและต่อสู้กับคนร้าย จนสามารถพาแม่ออกมาจากบ้านได้ โดยยังออกมาได้ไม่ไกลจากตัวบ้าน แม่ก็ทรุดลงแล้วบอกว่าให้ตนหนีไป

แต่ตนพยายามที่จะช่วยชีวิตแม่ด้วยการปั๊มหัวใจและผายปอดครั้งแล้วครั้งเล่า และตะโกนร้องเรียกให้คนมาช่วย ทั้งยังหวาดระแวงว่าคนร้ายจะย้อนกลับมา ต่อมาอีกพักหนึ่งก็มีคนมาช่วย และมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยมารับแม่และน้องชายไปโรงพยาบาล ก่อนที่ทั้งคู่จะเสียชีวิตในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ส่วนคนร้ายนั้นถูกตำรวจจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา

นายกรกฤชเปิดเผยว่า ตนทราบภายหลังว่าคนร้ายเป็นนักโทษหนีคดี เคยก่อเหตุฆาตกรรมและข่มขืนหลานสาวของเขาเองมาก่อน หลังจากวันที่เกิดเหตุ มีการตัดสินโทษของคนร้ายว่าเป็นการฆ่าโดยบันดาลโทสะ ซึ่งมีโทษเบากว่าการฆ่าโดยเจตนา เนื่องจากคนร้ายให้การว่า ถูกผู้เสียชีวิตดูถูกเหยียดหยามจึงลงมือก่อเหตุ

ซึ่งตนยืนยันว่า แม่ไม่ใช่คนแบบนั้น โดยศาลพิพากษาให้จำคุกประมาณ 20 ปี ซึ่งในวันที่ตัดสินคดี ไม่มีการเรียกตนไปฟังผลตัดสินด้วย และตนก็ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนั้น เพราะคนร้ายมีการเตรียมมีดมาก่อเหตุก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้คนร้ายได้รับโทษสูงสุด ไม่ใช่เพียงจำคุก 20 ปี แล้วอุทธรณ์ต่อจนได้รับการอภัยโทษ เหลือจำคุกจริงไม่ถึง 10 ปี

สำหรับกรณีที่มีการตัดสินประหารชีวิตนักโทษรายล่าสุด ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว โดยขอพูดถึงกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนว่า การที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้น เป็นการคุ้มครองฆาตกร ไม่ได้คุ้มครองญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต

แต่คนที่ต้องติดคุกไปตลอดชีวิต ต้องอยู่กับฝันร้ายที่ชีวิตนี้ลืมไม่ได้ คือครอบครัวของผู้เสียชีวิต ส่วนนักโทษก็ยังมีโอกาสที่จะออกมาจากเรือนจำและกระทำผิดซ้ำอีก การที่มีโทษประหารชีวิต ไม่ได้แสดงว่าประเทศล้าหลัง แต่หมายถึงการคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย