รายงานพิเศษ : สสช.สำรวจความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ ระบุต้องการผู้ปฏิบัติงานในโรงงานมากที่สุด

กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนเนื้อหา

สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ ระบุ ต้องการผู้ปฏิบัติงานในโรงงานมากที่สุด ประมาณกว่า 1 แสนคน ขณะเดียวกันพบว่าผู้จบปริญญาตรี สาขาธุรกิจและการบริหาร มีสถิติว่างงานสูงสุด รายละเอียดติดตามได้จากรายงาน ผลการสำรวจความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ พ.ศ.2551 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. จากสถานประกอบการที่มีคนทำงานตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป ทั่วประเทศ พบรายงานว่า แรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการโดยภาพรวม ส่วนใหญ่มีทักษะ/ฝีมือในระดับปานกลาง ส่วนคุณลักษณะของแรงงาน มีความขยันและอดทนมากที่สุด (ร้อยละ 55.6) รองลงมาคือ มีระเบียบวินัยในการทำงาน (ร้อยละ 47.7) ในขณะที่มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศน้อยที่สุด (ร้อยละ 7.0) ทั้งนี้ สถานประกอบการยังมีความต้องการแรงงานเพิ่ม 395,567 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่ขาดแคลน คือตำแหน่งงานที่หาคนทำงานยาก หรือหาคนทำงานไม่ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 250,397 คน หรือประมาณร้อยละ 63.3 ของจำนวนแรงงานที่ต้องการ เมื่อพิจารณาตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า สถานประกอบการเกี่ยวกับการผลิต มีความต้องการแรงงานมากที่สุด จำนวน 221,957 คน และมีแรงงานที่ขาดแคลน 141,745 คน ขณะที่ประเภทอาชีพที่สถานประกอบการต้องการ และระบุว่าขาดแคลนมากที่สุด ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน คือ มีความต้องการ 113,588 คน และขาดแคลน 72,544 คน รองลงมาเป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยใช้ฝีมือในธุรกิจต่างๆ ส่วนผู้ปฏิบัติงานฝีมือด้านการเกษตรและประมง มีความต้องการและขาดแคลนแรงงานน้อยที่สุด คือ 1,122 คน และ 936 คน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ว่างงาน จากการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผู้ว่างงานจำนวน 521,981 คน พบว่า สถานประกอบการในกรุงเทพมหานคร และภาคกลาง มีความต้องการแรงงานในจำนวนที่มากกว่าผู้ที่ว่างงาน โดยเฉพาะภาคกลาง สถานประกอบการยังมีความต้องการแรงงานสูงถึง 185,787 คน ในขณะที่มีผู้ว่างงานเพียง 128,136 คนเท่านั้น ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ มีผู้ว่างงานสูงกว่าจำนวนความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานประกอบการมีความต้องการแรงงานจำนวน 50,584 คน แต่มีผู้ว่างงานสูงถึงเกือบ 3 เท่า คือ 175,523 คน เมื่อพิจารณาความต้องการแรงงานของสถานประกอบการกับผู้ว่างงานในระดับการศึกษาต่าง ๆ พบว่า แรงงานที่ต้องการและผู้ว่างงานส่วนใหญ่ คือ แรงงานในระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือต่ำกว่า รองลงมาเป็นแรงงานในระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือสูงกว่า ซึ่งว่างงานคิดเป็นอัตราส่วน 2 เท่าของจำนวนแรงงานที่ต้องการ เมื่อพิจารณาความต้องการแรงงาน และผู้ว่างงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีตามสาขาวิชาต่าง ๆ พบว่า มีผู้ว่างงานระดับปริญญาตรีจำนวน 91,192 คน ในขณะที่ต้องการแรงงาน จำนวน 46,553 คน และในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่ขาดแคลน จำนวน 29,372 คน เมื่อพิจารณาเป็นรายสาขาวิชา พบว่าสาขาวิชาที่มีผู้ว่างงานน้อยกว่าความต้องการแรงงาน คือสาขาการบริการส่วนบุคคล ได้แก่ โรงแรมและการจัดการ การท่องเที่ยวและธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้ว่างงาน จำนวน 1,758 คน ขณะที่มีความต้องการแรงงาน จำนวน 5,264 คน เช่นเดียวกับสาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสุขภาพ และสาขาสถาปัตยกรรมและการสร้างอาคาร เป็นต้น สำหรับสาขาวิชาที่มีผู้ว่างงานมากกว่าความต้องการแรงงาน คือ สาขาธุรกิจและการบริหาร พาณิชยศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ สาขาการฝึกหัดครูและศึกษาศาสตร์ สาขาศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์และสารสนเทศ และสาขามนุษยศาสตร์ เป็นต้น โดยเฉพาะสาขาธุรกิจและการบริหาร พาณิชยศาสตร์ มีผู้ว่างงานจำนวน 30,196 คน ขณะที่ต้องการแรงงานเพียง 17,684 คน จากการสำรวจครั้งนี้ สถานประกอบการต้องการให้รัฐช่วยเหลือ โดยการจัดการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน ถึง 100% รองลงมา คือ การจัดหาแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ (ร้อยละ 8.2) การขยายตลาดในประเทศ และลดต้นทุนการผลิต ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องมือ เครื่องจักร มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 3.8 และ 3.6 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากมีฐานข้อมูลในลักษณะทะเบียนผู้ว่างงาน และทะเบียนสถานประกอบการที่ต้องการแรงงาน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการความต้องการแรงงานและผู้ว่างงาน จะทำให้สามารถบรรจุผู้ว่างงานตามความต้องการแรงงานของสถานประกอบการได้จำนวนหนึ่ง และมีแรงงานส่วนที่เกินความต้องการของผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในส่วนนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า การผลิตแรงงานยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการหรือนายจ้าง ดังนั้น การสำรวจของ สสช.ครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ ในการวางแผนและพัฒนากำลังคนของประเทศ และการวางแผนการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งการให้บริการของภาครัฐในการจัดหางาน การแนะแนวอาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศต่อไป