ลูกชายครอบครัวหัวร้อนส่อคุก หลังแม่แฟนลั่นจะเอาผิดพรากผู้เยาว์

ลูกชายครอบครัวหัวร้อนส่อคุก หลังแม่แฟนลั่นจะเอาผิดพรากผู้เยาว์
Amarintv

สนับสนุนเนื้อหา

จากครอบครัวที่ปรากฏเป็นข่าวทะเลาะวิวาทกับตำรวจ สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งต่อมามีกระแสข่าวว่าลูกชายของครอบครัวนี้ก่อเหตุพรากผู้เยาว์ เป็นหญิงอายุ 16 ปี ให้ไปอยู่กินด้วยกันที่บ้านหลังหนึ่งใน จ.นนทบุรี แต่ถูกนายพยอม พ่อฝ่ายชายขอให้มีอะไรด้วย รวมถึงขอให้สำเร็จความใคร่ ฝ่ายหญิงไม่ยอมจึงโทรศัพท์ให้แม่มารับกลับ แต่ถูกครอบครัวหัวร้อนต่อว่ารุนแรง พร้อมใช้อาวุธข่มขู่ โดยนายพยอมได้ชี้แจงผ่านอมรินทร์ ทีวี แล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และลูกสะใภ้ก็เต็มใจที่จะอยู่กับครอบครัวตน

>>> คดีพลิก พ่อครอบครัวหัวร้อนโต้ หลับนอนกับสะใภ้ ฝ่ายสาวยันแม่เข้าใจผิด

ล่าสุด นายอิทธิพล ลูกชายนายพยอม เปิดเผยว่า ตนเองรักกับน้องมีนมา 1 ปีแล้ว ซึ่งคลิปดังกล่าวเกิดเมื่อ 2 เดือนก่อน ตอนที่คบกัน แม่ฝ่ายหญิงก็ทราบเรื่องและได้เรียกสินสอดเป็นเงิน 1 แสนบาท แต่ตอนนั้นครอบครัวตนยังไม่พร้อม จึงขอเวลาไว้ก่อนแล้วจะหาเงินมาให้ จากนั้นฝ่ายหญิงจึงขอออกมาทำงานและพักอาศัยที่บ้านของตน ช่วงเวลานั้นก็ไปมาหาสู่กันทั้งสองครอบครัวเป็นประจำ

ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าแม่แฟนทำไมจึงเข้าใจว่าพ่อตนต้องการมีอะไรด้วย ตนอยากให้ไปถามแฟนของตนเอง แต่ตอนนั้นตนคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเรื่องมือที่สาม คิดว่าตนไปมีอะไรกับคนอื่น แต่ตนไม่ได้มี หลังจากนั้นแฟนตนก็โทรศัพท์หาแม่บอกให้แม่มารับ แล้วพอดีกัน แฟนตนก็บอกแม่ว่าไม่ต้องมารับแล้ว

แต่แม่แฟนตามมาถึงบ้านของครอบครัวตน แล้วพาชายอีก 3 คนมา จึงเกิดเหตุทะเลาะวิวาทด่าทอกัน แล้วก็พยายามจะเข้ามาหาตน ตนจึงให้พ่อกับแม่ลงมา แต่ตนยืนยันว่าครอบครัวตนไม่มีการใช้อาวุธ และแฟนตนยืนยันว่าจะอยู่กับตน ขณะนั้นแฟนตนก็ขอร้องแม่ของตัวเองว่าจะยังอยู่กับตนด้วย

เท่าที่ตนทราบคือแม่แฟนแจ้งข้อหาตนในข้อหาพรากผู้เยาว์ ทั้งที่ตนยังรักกับแฟนดี ไม่มีปัญหาอะไรกัน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนคิดว่าแม่แฟนเอาคลิปออกมาเพราะคงเห็นว่าครอบครัวตนทะเลาะกับตำรวจ จึงโมโหแล้วนำมาเผยแพร่ ตนเองก็อยากให้แม่ของแฟนมาคุยแล้วปรับความเข้าใจกันก่อน

นอกจากนี้ ทีมข่าวได้เดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุใน จ.นนทบุรี โดย นายอำนวย เพื่อนบ้านของครอบครัวนี้ในขณะที่อาศัยอยู่ใน จ.นนทบุรี เล่าว่า ประมาณเดือนกันยายน 2560 ครอบครัวดังกล่าวย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ น้องมีนก็มาด้วยกันและอยู่กินกับลูกชายของครอบครัวนี้แล้ว โดยไม่ได้มีท่าทีเหมือนโดนข่มขู่หรือบังคับแต่อย่างใด ตนไม่เคยได้ยินครอบครัวนี้ทะเลาะกันเอง เพราะจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จะมีก็แต่ทะเลาะกับคนภายนอกครอบครัว

นายอำนวย เล่าว่า วันที่แม่น้องมีนมาตามตัวลูกสาวกลับบ้านที่ จ.สุรินทร์นั้น มากันทั้งหมด 5 คน ได้แก่ แม่ น้าสาว และญาติที่เป็นผู้ชายอีก 3 คน โดยน้าสาวเป็นคนถ่ายคลิปวีดีโอดังกล่าว เมื่อมาถึงแม่ก็เรียกหาน้องมีน และพูดคุยให้กลับบ้าน

เมื่อน้องมีนไม่ยอมกลับจึงมีปากเสียงกันดังที่เห็นในคลิปวิดีโอ โดยฝ่ายครอบครัวหัวร้อนเป็นฝ่ายที่พูดจารุนแรงกว่า แต่จะมีการถือมีดหรืออาวุธข่มขู่หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะครอบครัวนี้อยู่ด้านในบ้านตนจึงมองไม่เห็น ได้ยินเพียงแต่เสียงเท่านั้น

ขณะที่แม่ของน้องมีน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตัวเองรู้สึกช้ำใจ ซึ่งวันเกิดเหตุตนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เพราะถูกครอบครัวพูดจาด้วยถ้อยคำรุนแรง โดยแม่ของน้องมีนยอมรับว่า ตัวเองไม่มั่นใจว่าลูกสาว กับนายอิทธิพลรู้จักกันได้อย่างไร แต่เท่าที่เห็นคือมีการโทรศัพท์พูดคุยและแชทคุยกัน จนกระทั่งมานัดเจอกันที่ จ.สุรินทร์ โดยขับรถมารับลูกสาวที่บ้าน บอกว่าจะพาไปเที่ยว

แม่น้องมีน บอกว่า ตอนนี้เป็นห่วงลูกเรื่องเรียน ก็ได้แต่อ้อนวอนให้น้องกลับมาเรียน แต่ตอนนั้นน้องยืนยันว่าจะไม่กลับ เวลาทะเลาะกับนายอิทธิพลก็จะโทรมาหาแม่ตลอด

ส.ต.ต.ไกรวัฒนันต์ ภาวะนิจ สายตรวจ สภ.บางศรีเมือง ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า วันที่เกิดเหตุ (23 มี.ค. 61) ได้มีการโทรศัพท์แจ้งเข้ามายังเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.บางศรีเมืองโดยครอบครัวทางฝ่ายหญิงว่าจะมารับตัวลูกสาวคืนจากบ้านหลังนี้ สภ.บางศรีเมือง จึงได้ส่งสายตรวจ 2 นาย รวมตนด้วย ไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงก็พบว่ามีการทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรง โดยมีการใช้คำหยาบ แต่ไม่พบว่ามีฝ่ายใดมีอาวุธ สายตรวจเห็นว่าไกล่เกลี่ยไม่ได้จึงแยกตัวครอบครัวฝ่ายหญิงออกมา โดยครอบครัวฝ่ายหญิงได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สภ.บางศรีเมือง ว่าถูกข่มขู่เท่านั้น

พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า ผกก.สภ.เมืองสุรินทร์ ให้ข้อมูลว่า แม่น้องมีนได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับลูกชายของครอบครัวดังกล่าวไว้ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าถูกพรากลูกไปตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2560

แต่ขณะที่มาแจ้งความนั้นผู้เสียหายระบุชื่อผู้กระทำผิดไม่ตรงกับทะเบียนราษฎร์ และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เสียหายมาทราบทีหลังว่าได้ระบุชื่อผิดไป จึงมาแก้ไขชื่อผู้กระทำผิดใหม่ ตำรวจจึงได้ออกหมายเรียกผู้กระทำผิดให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองสุรินทร์ โดยให้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งผู้กระทำผิดก็ยังไม่ได้มารับทราบข้อกล่าวหา

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!