คิดผิด คิดใหม่ได้

วันนี้ ขอพูดถึงโปรโมชันลด แลก แจก แถม ประชานิยมตัวใหม่เพื่อซื้อใจประชาชนของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ก็คือ โครงการเบี้ยยังชีพ 500 บาท/เดือน สำหรับผู้สูงอายุ

ต้นทุนที่แพงมาก

ก่อนอื่นขอฟันธงว่า มาตรการดังกล่าวมีต้นทุนที่แพงมาก

ขณะนี้ มีผู้ได้รับเบี้ยยังชีพอยู่ 1.8 ล้านคน ตาม พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ ฉบับเดิม แต่จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 7-8 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 13 ล้านคน

คำถามก็คือ ค่าใช้จ่ายจากโครงการนี้ จะใช้เงินงบประมาณของประเทศแค่ไหน เพราะถ้าต้องจ่ายให้คนละ 6,000 บาทต่อปี ครอบคลุมคนสูงอายุทั้งหมด ก็จะเป็นเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ที่แย่ไปกว่านั้น เมื่อคนสูงอายุเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โครงการนี้จะกินเงินงบประมาณถึงประมาณ 8 หมื่นล้านบาทต่อปี

เรียกได้ว่ามาตรการนี้ เป็นโครงการอภิมหาประชานิยมอันดับต้น ของประวัติศาสตร์ประชานิยมในประเทศไทย

เมื่อเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่มากขนาดนี้ ที่ต้องจ่ายต่อเนื่องทุกปี โครงการนี้จึงมีต้นทุนที่แพงมาก และเริ่มปวดหัว ปวดใจ ว่าคิดมาได้อย่างไร

นักเศรษฐศาสตร์มองมาตรการนี้อย่างไร

ความจริง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายๆ ประเทศก็มีการให้สวัสดิการแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาในการดูแลตนเองในวัยชรา แต่สำหรับกรณีของไทยมีคำถามสำคัญ 6 ด้าน

1. ต้องขอถามตรงๆ ว่า ที่ตัดสินใจทำโครงการนี้ เพราะหวังผลทางการเมืองใช่หรือไม่ เป็นเพราะเห็นว่าผู้สูงอายุจำนวน 7-8 ล้านคน จะกลายเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมืองในอนาคต ใช่หรือไม่

2. เมื่อเริ่มทำแล้ว รัฐบาลชุดนี้และชุดต่อๆ ไปจะหาเงินมาใช้จ่ายสำหรับโครงการนี้ปีละ 4-8 หมื่นล้านบาทจากไหน และถ้าหามาจนได้ จะต้องเบียดบังกินเงินงบประมาณในส่วนที่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของลูกหลานของประเทศเรา (ซึ่งความจริงก็มีอยู่ไม่มากอยู่แล้ว) แค่ไหน แล้ววินัยการคลัง อนาคตประเทศจะเป็นยังไร

3. ถ้าเราลองหยุดคิดตรองดูโดยละเอียด ก็จะเห็นว่า ถ้าไม่มีโครงการเบี้ยยังชีพคนชรา รัฐบาลสามารถที่จะเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการสร้างถนนหนทาง พัฒนาโรงเรียน ระบบชลประทาน สร้างรถไฟฟ้าอย่างน้อยปีละ 1 สาย รวมถึงเป็นงบวิจัยในนวัตกรรมใหม่ๆ แต่จากการคิดง่ายๆ สั้นๆ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน จึงเอาเงินภาษีของประชาชน มาให้ผู้สูงอายุใช้จ่าย ซึ่งไม่น่าช่วยขยายศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศแม้แต่น้อย ซึ่งคำถามที่ตามมาก็คือ สำหรับประเทศมันคุ้มกันหรือไม่ ที่รัฐบาลตัดสินใจเช่นนี้

4. นโยบายนี้เป็นการถ่ายโอนเงินจากรุ่นลูกหลานไปสู่รุ่นพ่อแม่ (เป็น Public transfer) ซึ่งในระยะยาว จะทำให้ประชาชนเลือกที่จะออมน้อยลง เพราะจะไปออมทำไม ในเมื่อมีคนเลี้ยงเราแล้ว และถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนมีวินัยการออมน้อยลง พึ่งตนเองน้อยลง และหันมาพึ่งรัฐบาล (เรียกว่าไม่พอเพียง) ซึ่งโครงการนี้ถ้าเทียบแล้วในเชิงเศรษฐศาสตร์ เป็นทางเลือกที่ด้อยกว่าการให้ประชาชนออมผ่านประกันสังคม ผ่าน กบข. ผ่านสถาบันการเงิน หลายขุมนัก (เทียบกันไม่ติดฝุ่น) และเป็นโครงการที่มีแต่จะสร้างหนี้ให้กับรัฐบาล ประเทศ และลูกหลานของเรา โดยไม่ช่วยพัฒนาระบบการเงินและระบบการออมของประเทศแม้แต่น้อย แล้วทำไมไม่เลือกนโยบายอื่นๆ ที่ดีกว่า

5. ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนเริ่มถามว่า ทำไมผู้สูงอายุบางคน ที่มีฐานะดี มีเงินเก็บมากเป็นล้าน มีบ้านหลังใหญ่อยู่ และสามารถไปเที่ยวต่างประเทศ ยังสามารถไปลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยเลี้ยงชีพผู้สูงอายุจากรัฐบาล ทั้งๆ ที่เขาสามารถเลี้ยงตนเองได้เป็นอย่างดี ซึ่งประเด็นนี้กำลังชี้หรือเปล่าว่า รัฐบาลหวังที่จะเหวี่ยงแหคลุมฐานเสียงทั้งหมด โดยไม่ได้คิดว่า เงินนั้นมีน้อย ต้องเลือกให้เฉพาะคนที่จำเป็น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด

6. เราเลือกให้สวัสดิการสังคมกับประชาชนเร็วไปหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฐานะของเรา เพราะประเทศอื่นๆ ที่รัฐบาลเน้นเรื่องการให้สวัสดิการสังคมแบบเต็มรูปแบบ ส่วนมากจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีความจำเป็นในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีไม่มากแล้ว

จะทำอะไรต่อไป

ถ้าเป็นเช่นนี้ ทุกคนคงต้องช่วยกันพูดในสิ่งที่ควรพูด เพราะคงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะกล้ายกเลิกมาตรการนี้ในภายหลัง แม้จะยึดเอาประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และต้องการที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม เพราะผู้สูงอายุเหล่านี้เป็นฐานเสียงที่สำคัญ และมีจำนวนมาก การยกเลิกจะทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมา

ถ้าเลิกทันทีไม่ได้ รัฐบาลก็ควรทำในสิ่งที่ต้องทำ ก็คือค่อยๆ ทยอยยกเลิกโดยปริยาย โดยสร้างโครงการอื่นที่ดีกว่าเข้ามาทดแทน เช่น การให้แรงจูงใจทุกคนในการออม โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาเป็น Matching Fund ประเภทออม 1 บาทรัฐแถมให้ 2 บาท เพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุสำหรับตนเอง ไม่ว่าจะในระบบที่มีอยู่แล้ว หรือระบบการออมระยะยาวของประเทศที่จะสร้างขึ้นมาใหม่

ถ้าทำเช่นนี้ ทุกคนก็จะมีวินัยการออม และเมื่ออายุ 60 ปี ก็จะไม่ต้องมาพึ่งเบี้ยยังชีพที่ได้เพียงเล็กน้อย (500 บาท) และไม่น่าจะพอต่อการประทังชีพเช่นนี้อีกต่อไป ที่สำคัญไปกว่านั้น เมื่อมีโครงการทดแทนที่ดีกว่าเช่นนี้ คนที่จะอยู่บนโครงการเบี้ยยังชีพคนชราจะเหลือเฉพาะคนที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้เงินภาษีของรัฐบาลไปถึงมือของคนที่ต้องการจริงๆ เท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำรัฐสวัสดิสังคม

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด