ทิศทางพัฒนาการแพทย์ผสมผสานและสมุนไพรในกลุ่มประเทศอาเซียน

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ในช่วงที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และฟิลิปปินส์ กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ สำนักข่าวแห่งชาติขอกล่าวถึงอีกหนึ่งเวทีคู่ขนานที่น่าสนใจ นั่นคือ เวทีด้านสาธารณสุขอาเซียน โดยในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากจะดูแลด้านความปลอดภัยทางสุขภาพ อาหารและที่พักแล้ว ยังเป็นคณะทำงานเพื่อปรับกฎระเบียบ และวิธีการรับรองผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่มประเทศสมาชิกให้สอดคล้องเป็นมาตรฐานกลางหนึ่งเดียว เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสุขภาพประชากรอาเซียน ซึ่งมีประมาน 500 ล้านคน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในด้านอุตสาหกรรมยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในตลาดโลก รวมทั้งการค้าขายภายในเขตเศรษฐกิจเสรี หรืออาฟตา (AFTA : Asean Free Trade Area) โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา ตั้งเป้าจะให้สำเร็จภายใน พ.ศ.2558 เนื่องจากขณะนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจสมุนไพร ประชากรร้อยละ 70-80 ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศใช้การแพทย์ผสมผสานและสมุนไพร ซึ่งประเทศอาเซียนเป็นแหล่งที่มีสมุนไพรนับหมื่นชนิดเป็นจุดแข็งของภูมิภาคนี้ สำหรับการปรับกฎระเบียบดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขมอบให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นผู้รับผิดชอบ และจากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ล่าสุด ยาสมุนไพรและเครื่องเทศของไทยได้รับความนิยมจากต่างประเทศสูงขึ้น ใน พ.ศ.2548 สมาชิกอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มีการส่งออกสมุนไพรในตลาดอาเซียนด้วยกันมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยมีรายได้จากการส่งออกสมุนไพรทั้งยาและเครื่องเทศใน พ.ศ.2551 รวม 2,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก พ.ศ.2550 ร้อยละ 8 ขณะที่ พ.ศ.2548 ไทยส่งออกสมุนไพรรวม 1,692 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะนี้มีประมาณ 100 ประเทศทั่วโลก ที่มีกฎหมายควบคุมการใช้สมุนไพร ในการปรับกฎระเบียบและวิธีการรับรองผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ขณะนี้ได้ประชุมไปแล้ว 10 ครั้ง ได้ข้อสรุปขั้นต้นครอบคลุมทั้งกระบวนการก่อนผลิตจนถึงระบบการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด โดยข้อกำหนดกลางมุ่งเน้นที่คุณภาพความปลอดภัย ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบ กระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากลหรือจีเอ็มพี การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ทั้งเชื้อโรค สารพิษ ยากำจัดศัตรูพืช ข้อห้ามในการใช้ รวมทั้งการกำหนดปริมาณของวิตามิน เกลือแร่ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขั้นสูงสุด โดยจะนำเสนอความก้าวหน้าในที่ประชุมอาเซียนครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ได้เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมของไทยในตลาดเสรีอาเซียน ซึ่งจะเริ่มในปี 2553 เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับปรุง พัฒนามาตรฐานด้วย ซึ่งไทยมีผู้ผลิตทั้งหมด 900 กว่าโรงงาน แต่มี 14 โรงงานเท่านั้นที่ได้จีเอ็มพี โดยมีทั้งหมด 8 สาขา คือ ผู้ส่งสมุนไพรดิบ สารสกัดสมุนไพร ยาสมุนไพร อาหาร และอาหารเสริมจากสมุนไพร เครื่องสำอางสมุนไพร สมุนไพรเพื่อการผลิตสัตว์ สมุนไพรเพื่อการเกษตร และผลิตภัณฑ์สปา อุปกรณ์สมุนไพรที่ใช้ในการแพทย์ทางเลือก คงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ ภาคประชาคมอาเซียนจะร่วมมือในการผลักดันให้สมุนไพรในภูมิภาคอาเซียน มีศักยภาพการแข่งขันในด้านอุตสาหกรรมยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในตลาดโลก รวมทั้งการค้าขายภายในเขตเศรษฐกิจเสรี ให้สามารถบรรลุผลสำเร็จในอีก 6 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ เพราะการใช้ยาสมุนไพร ในการรักษาโรคของคนอาเซียนโดยเฉพาะคนไทย ก็เป็นภูมิปัญญาและเป็นการแพทย์ทางเลือกหนึ่งที่ทั่วโลกจับตามองและให้การยอมรับในระดับที่น่าพอใจเช่นกัน