
อั้ม อธิชาติ เผยวินาทีไม่คาดคิด คุณพ่อด่วนจากไม่ได้ตั้งตัว
สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับพระเอกหนุ่ม อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ กับการสูญเสียคุณพ่อ วีระพงษ์ ชุมนานนท์ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุหกล้มในห้องน้ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังพาส่งโรงพยาบาลได้มีการตรวจพบว่ามีเส้นเลือดในสมองแตก และเพิ่งมาเสียชีวิตเมื่อเช้านี้ เวลา 05.48
เมื่อช่วงเวลา 17:00 น. ของวันนี้ ได้จัดพิธีรดน้ำศพขึ้น ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวชุมนานนท์และผู้คนในงาน และในเวลา 19:00 น. จะมีพิธีสวดอภิธรรมศพเป็นคืนแรก
ซึ่งก่อนสวดอภิธรรมศพ อั้ม อภิชาติ ได้ควงภรรยาสาว นัท มีเรีย ออกมาเผยถึงวินาทีที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าคุณพ่อจะด่วนจากไปให้ฟังว่า
"เช้าวันนั้นกำลังจะไปถ่ายละครครับ ทางครอบครัวของคุณพ่อโทรมาบอกว่าคุณพ่อล้มตอนตีสอง ตอนแรกเรานึกว่าแค่ลื่นล้มไง เลยกะว่าตอนกลางคืนถ่ายเสร็จถึงจะไป แต่พอบ่ายสามไปตรวจดูคุณหมอบอกสาเหตุที่ลื่นล้มเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะทำให้เส้นเลือดในสมองตีบจึงทำให้ล้มลง ช่วงแรกที่ล้มคุณพ่อยังสื่อสารได้ พูดได้รู้เรื่อง หลังจากนั้นไม่เกิน 3-4 ชั่วโมงครับ เลือดในสมองก็ออกและก็หลับลึก หลับไปเลยครับ"
"ก่อนหน้านี้คุณพ่อไม่เคยมีอาการอะไรมากมาย ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลนาน เต็มที่ก็แค่ผ่าไส้ติ่ง นอกนั้นก็มีบ้างตามประสาผู้มีอายุครับ"
"จริงๆ การที่หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจจะมาจากความดัน คลอเลสเตอรอลสูง พอวันนึงที่โชคไม่ดี เลือดที่มันเลี้ยงไม่ปกติก็ขึ้นไปที่สมองครับ"
"เข้ารักษาแค่วันเดียวเลยครับ นัทไปช่วงบ่ายของวันเสาร์คุณพ่อหายใจเองไม่ค่อยสะดวกแล้ว เริ่มใช้เครื่องช่วยต่อท่อ คุณหมอก็ถามจะผ่าหรือเปล่า อาจจะต้องผ่าเพราะเส้นเลือดในสมองแตกมีเลือดออกมา สมองบางส่วนขาดการทำงานไป คือคุณหมอให้เลือกเลยครับว่าจะผ่าหรือไม่ผ่า พอคุยกันในบ้านก็ตกลงว่าไม่ผ่า เพราะคุณพ่อเคยบอกไว้ว่าถ้าเป็นอะไรไปไม่อยากให้มีการผ่า การต่อท่อสอดเข้าร่างกาย"
"และคุณหมอบอกว่าถ้าผ่าก็ยื้อชีวิตได้อีกเพียง 6-7 วันครับ แต่สุดท้ายแล้วอาจจะมีโรคแทรกซ้อน ผมมองว่ามันค่อนข้างทรมานมากกว่า ณ ตอนที่คุณหมอบอก คุณพ่อเหมือนคนที่หลับลึก และก้านสมองมันดับไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่รู้สึกถึงความรู้สึกเจ็บ รู้สึกปวด ไม่สามารถรับรู้ใดๆ ได้ครับ"
"ตกใจมากครับ เพราะมันเร็วมาก ตอนเช้าคุณพ่อยังพูดชื่อพี่น้องอยู่เลย และคิดว่าคงจะหลับพักผ่อน แต่เราไม่รู้เลยว่าอันนั้นเป็นการเรียกชื่อครั้งสุดท้าย และเป็นการลืมตาครั้งสุดท้ายครับ"
"ตอนเช้าก่อนไปสแกนสมองยังพูดคุยได้ แต่พอหลังจากบ่ายสามเป็นอีกเรื่องเลย ไม่รับรู้อะไรแล้ว การผ่าตัดแค่ช่วยเซฟชีวิตช่วงนั้นไว้เฉยๆ ได้แค่อาทิตย์นึง และอาจมีโรคแทรกซ้อนเข้ามา แต่ถ้าไม่ผ่าท่านจะค่อยๆ ไปอย่างสงบ คือยังไงก็ต้องเสียชีวิตทั้งสองแบบ คุณหมอถามว่าจะเสียชีวิตด้วยโรคสมอง หรือจะเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อก็เลือกเอา เราเลยตัดสินใจว่าไม่ผ่า ให้ท่านไปอย่างสงบ"
"ถ้าตามการรักษาคุณหมอบอกว่าน่าจะไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ แต่สัญญาณชีพจริงๆ หายไปเมื่อตอนเช้ามืด"
"ยังไม่ทันได้มาดูใจเลย เพราะนึกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก คิดว่าแค่ล้มและรักษา ผมก็คิดว่าคุณพ่อไม่ทันคิดเหมือนกัน เลยไม่ได้ทันสั่งเสียอะไร"
"ตั้งแต่วันแรกที่คุณหมอให้เลือกว่าจะเลือกวิธีไหน พอเราเริ่มเข้าใจและหายช็อคแล้วก็เริ่มทำใจครับ"
"ส่วนพิธีการจะมีงานสวด 5 วันครับ ก็เรียนเชิญถ้าใครที่ผมไม่ได้เรียนเชิญด้วยตัวเองก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ ทั้งญาติๆ และเพื่อนๆ ของคุณพ่อครับ และเผาวันอาทิตย์ครับ"
"ไม่ได้ขอพระราชทานเพลิงศพครับ เพราะอยากจะทำให้เรียบง่าย"
"จริงๆ ได้บอกคุณพ่อไปแล้วครับว่าไม่ต้องเป็นห่วง ด้วยความที่มีลูกทั้งหมด 3 คน และครอบครัวของคุณพ่อ ผมก็เหมือนเป็นพี่ใหญ่ เป็นเหมือนหัวเรือ ผมก็บอกคุณพ่อแล้วว่าไม่ต้องห่วงในการดูแลน้องๆ รวมถึงครอบครัวคุณพ่อทุกๆ คน ผมจะดูแลให้เต็มที่ ให้เหมือนที่ผมตั้งใจอยากจะดูแลคุณพ่อครับ"
"คุณพ่อเป็นคนมีระเบียบ ค่อนข้างดุ เพราะฉะนั้นเด็กๆ เราจะได้รับความมีระเบียบต่างๆ รวมถึงความอดทน ที่สำคัญผมว่ามันเป็นมรดกติดตัวมากยิ่งกว่าทรัพย์สินต่างๆ คือคุณพ่อสอนให้เราเข้าวัด สวดมนต์ ทำสมาธิ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เลยกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามา และสิ่งที่เราดีใจคือวันนึงเมื่อลมสุดท้าย และจิตสำนึกสุดท้ายของคุณพ่อ เราได้สวดมนต์ให้ท่าน ได้สวดบทชินบัญชรบทที่ท่านเคยสอนให้เราสวดตั้งแต่เด็กๆ เรามานั่งสวดล้อมวง รู้สึกว่าอันนี้ที่คุณพ่อให้เรามา เราได้ทำให้ท่านกลับในวันสุดท้ายของท่าน"
"คุณพ่อไม่มีอะไรเป็นห่วงเรื่องลูกๆ แล้ว เพราะทุกคนมีครอบครัวหมดแล้ว สิ่งที่ท่านอยากเห็นคือเรื่องน้อง ท่านอยากให้มีน้อง ในส่วนเรื่องครอบครัวคุณพ่อที่ดูแลคุณพ่อเป็นอย่างดี เราได้บอกคุณพ่อแล้วว่าจะดูแลให้เป็นอย่างดีที่สุดครับ"
อัลบั้มภาพ 19 ภาพ



