ทหารหนุ่มโพสต์แจง เป็นจำเลยสังคม ถูกหาว่าชกตำรวจคาด่าน

ทหารหนุ่มโพสต์แจง เป็นจำเลยสังคม ถูกหาว่าชกตำรวจคาด่าน
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

จากกรณีที่มีการแชร์ประเด็น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหากับทหารอากาศ ฐานทำร้ายเจ้าพนักงาน ขณะตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีการแชร์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ เลือดไหลที่ศีรษะ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์

ล่าสุด หนุ่มทหารอากาศที่ถูกกล่าวหา ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ระบุว่า เหตุดังกล่าวยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นแต่โดยดี แต่ไม่ได้ขับรถเร็วตามที่ถูกกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจทุบรถหลายครั้งและพูดจาไม่สุภาพ ทั้งกับตัวเองและแฟนสาว ทำให้เกิดการโต้เถียงกัน พร้อมยอมรับว่าบันดาลโทสะ ดึงกระชากเสื้อเจ้าหน้าที่ จนศีรษะไปกระแทกกับมือจับในรถยนต์

"สวัสดีครับ กระผม พ.อ.ท.กัมปนาท ซึ่งเป็นบุคคลที่ตามข่าวที่ถูกกล่าวหา facebook โดยการที่ข่าวได้ถูกออกไปตามสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงไปมาก ทำให้กระผมต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และทำให้กองทัพต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันมาก ดังนั้นกระผมจึงขอออกมาชี้แจงความจริงและปกป้องชื่อเสียงในฝั่งของกระผมบ้าง ดังนี้ครับ ในวันดังกล่าวกระผมได้ขับรถเพื่อที่จะกลับบ้านย่านดอนเมือง โดยก่อนหน้านั้นกระผมได้ไปทานข้าวกับแฟนสาวย่านรามอินทรา โดยกระผมได้ดื่มเบียร์ไป 1 ขวด และได้เลิกดื่มไปสักพักก่อนที่จะขับรถออกมา (ผลแอลกฮอลล์ 48 มิลลิกรัม กฏหมายไม่ให้เกิน 50)

โดยที่กระผมได้มีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากตื่นเช้าเพื่อไปทำงานในทุกๆ วัน จึงได้คุยกับแฟนสาวว่าจะไปนอนพักในโรงแรมที่ ม.ราชภัฏพระนคร ซึ่งกระผมได้ได้ขับรถมาเกือบถึง ม.ราชภัฏฯ และได้เห็นด่านตรวจที่ตั้งอยู่หน้า ม. โดยได้ตั้งอยู่บริเวณประตูทางออก (ประตูทางออกในขณะนั้นปิด) ซึ่งประตูทางเข้านั้นจะถึงก่อน จากนั้นกระผมได้ขับรถเข้าไปทางประตูทางเข้าซึ่งได้เห็น จนท.ตร. 2 นายยืนอยู่และได้ทำการขอตรวจค้น ซึ่งกระผมก็ยินยอมให้ตรวจค้นแต่โดยดี พร้อมทั้งแสดงบัตรข้าราชการให้ทราบ โดยกริยาและคำพูดของกระผมสุภาพและไมได้เบ่งแต่อย่างใด

ซึ่ง จนท.ตร. ก็ได้ปล่อยให้กระผมขับรถเข้ามาภายใน ม. จากนั้นกระผมจึงได้ทำการเช็คราคาที่พักของโรงแรมใน ม. ดังกล่าว ปรากฏว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งกระผมได้ไตร่ตรองดูว่าไม่คุ้มกับที่จะพักแค่ไม่กี่ ชม. กระผมจึงได้คุยกับแฟนสาวว่าจะขับรถกลับไปนอนที่บ้านย่านดอนเมืองโดยจะขอจอดพักในบริเวณ ม. เพื่อดื่มน้ำและสูบบุหรี่ให้หายอ่อนเพลียก่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที จากนั้นกระผมจึงได้ขับรถออกไปทางหน้า ม. โดยเป็นทางเดียวกับทางเข้า ซึ่งกระผมได้ขับรถช้ามากเพราะในบริเวณ ม. ค่อนข้างมืดและใกล้ถึงทางออก ในระหว่างนั้นกระผมได้เห็น จ.ส.ต. นิยม สุขเกตุ ทำการโบกรถให้กระผมจอด โดยกระผมได้เห็นและกำลังจะจอดรถ

จากนั้นกระผมได้ยินเสียงทุบรถของกระผมอย่างแรงและหลายครั้งมากพร้อมกับตะโกนบอกให้หยุดรถ กระผมจึงได้ทำการหยุดรถกะทันหันเนื่องจากตกใจคิดว่าจะขับรถชนอะไร ซึ่งภายหลังทราบชื่อคือ ร.ต.ท. สมคิด พิมพ์เงิน ซึ่งเป็นคู่กรณีของกระผม โดยหลังจากที่จอดรถ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้เปิดประตูรถและได้ให้แฟนสาวของกระผมลงจากรถ โดยใช้น้ำเสียงและกริยาที่ไม่สุภาพตั้งแต่แรก ซึ่งแฟนสาวของกระผมก็ได้ลงจากรถและ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้เข้ามานั่งทางฝั่งผู้โดยสารแทน ซึ่งกระผมได้สอบถามว่าทำไมต้องทุบรถแรงขนาดนั้น พร้อมทั้งได้แสดงตัวว่าเป็นทหาร

แต่ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้ใช้น้ำเสียงและประพฤติกริยาที่ไม่สุภาพกับกระผม โดยได้กล่าวหาว่ากระผมมีพิรุธและจะขับรถหลบหนีเพื่อไม่ให้ตรวจค้น ซึ่งกระผมได้อธิบายเรื่องราวแต่ต้นให้ฟัง และได้บอกให้ตรวจค้นรถได้ตามสบาย แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ไม่ฟังเหตุผลใดๆ และได้นั่งอยู่ในรถของกระผมตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้ทำการตรวจค้นแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนั้นกระผมและ ร.ต.ท. สมคิดฯ จึงได้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกันทั้งสองฝ่าย (เนื่องจากกระผมไม่เข้าใจในพฤติกรรมของ ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าทำไมไม่วิทยุให้ด่านที่อยู่บริเวณหน้า ม. ตรวจ แต่ทำไมต้องมาให้หยุดและลงจากรถในที่ที่เป็นที่มืด) ซึ่งทาง จ.ส.ต. นิยมฯ เห็นท่าไม่จึงได้กันตัวกระผมออกไปให้ห่างจากรถและ ร.ต.ท. สมคิดฯ โดยที่กระผมได้ดึงกุญแจรถมาเก็บไว้ที่ตัวกระผมเพื่อแสดงว่าบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้คิดจะหลบหนีแต่อย่างใด

โดยตลอดเวลาผมได้พูดย้ำกับ ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าให้ตรวจค้นได้ตามสบาย ถ้าตรวจค้นเสร็จแล้วหรือไม่ได้ทำการตรวจค้นให้ลุกออกมาจากรถของกระผมด้วย โดยที่กระผมได้ขอร้องทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ในเรื่องดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เนื่องจากกระผมต้องการที่จะปกป้องในทรัพย์สินของกระผมจากข้อหาที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ (ยัดยาเสพติด) ซึ่งจากเหตุการณ์และอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายในตอนนั้น กระผมจำต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้องฝ่ายกระผมจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

โดยที่กระผมในขณะนั้นได้พูดคุยอยู่กับ จ.ส.ต. นิยมฯ ที่ดึงกระผมออกมาจากเหตุการณ์นั้น โดยไม่ได้โต้เถียงกันตามที่ข่าวเสนอไป และกระผมได้อยู่ห่างจากตัวรถประมาณ 10-20 เมตร โดยที่ จ.ส.ต. นิยมฯ ได้เข้าไปพูดคุยกับทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าให้สงบสติอารมณ์เช่นกัน ซึ่งในขณะนั้นแฟนสาวของกระผมได้เข้ามานั่งอยู่ในฝั่งคนขับของรถ และได้ยิน ร.ต.ท. สมคิดฯ กล่าวว่า "กราบตีนกูถึงจะจบ" โดยที่กระผมก็ได้ยินเช่นกันแต่ไม่ชัดเนื่องจากอยู่ห่างจากรถพอสมควร ซึ่งกระผมไม่ได้ถือสาอะไรเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอารมณ์โกรธของทั้งสองฝ่าย

หลังจากนั้นแฟนสาวของผมก็ได้พูดคุยกับทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าให้ใจเย็นๆ และคุยกันด้วยเหตุผล ด้วยวาจาและกริยาที่สุภาพ แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้กล่าวตอบกลับไปด้วยวาจาและกริยาที่ไม่สุภาพ (ขึ้น กู มึง) กระผมได้ยินดังนั้นเลยได้เข้าไปตักเตือนและต่อว่าว่าทำไมถึงใช้วาจากับผู้หญิงและที่เป็นประชาชนด้วยวาจาที่สุภาพ โดยหลังจากนั้นกระผมได้ถอยห่างออกไปจากรถเพื่อสังเกตการณ์ แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ กลับไม่สนใจและได้โต้เถียงกับแฟนสาวของกระผมต่อด้วยวาจาที่ไม่สุภาพเช่นเดิม กระผมได้ยินอีกครั้งจึงได้เข้ามาตักเตือน ร.ต.ท. สมคิดฯ อีกครั้ง และได้ถอยออกมาจากรถเพื่อสังเกตการณ์เช่นเดิม

ซึ่งหลังจากนั้นทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ก็ยังใช้วาจาและกริยาที่ไม่สุภาพเช่นเดิม และมีท่าทีที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระผมได้ยินดังนั้นจึงบันดาลโทสะและได้ตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อ ร.ต.ท. สมคิดฯ โดยเจตนาคือให้ออกมาจากรถของกระผมและให้เลิกโต้เถียงกับแฟนสาวของกระผม ซึ่ง ร.ต.ท. สมคิดฯ ก็ไม่ได้ยินยอมที่จะออกมาจากรถโดยง่าย จึงเกิดการฉุดกระชากกันขึ้น โดยระหว่างฉุดกระชากกัน ศีรษะของ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้ไปกระแทกกับเพดานขอบรถด้านในหรือมือจับบนเพดานของฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า เป็นเหตุทำให้ศีรษะของ ร.ต.ท. สมคิดฯ แตก (ซึ่งหลังจากนั้นกระผมได้ทราบว่าเป็นแผลแตกเนื่องจากกระแทกของแข็ง ไม่ถึงกับขั้นเย็บแผลแต่อย่างใด) กระผมและ ร.ต.ท. สมคิดฯ เมื่อได้เห็นเลือดไหล ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ก็ได้ลุกออกมาจากรถและกระผมก็ได้ปล่อยมือออกจากคอเสื้อ โดยที่ไม่ได้ทำการชกต่อยไปที่ใบหน้าหรือศีรษะเป็นจำนวน 2-3 ครั้งตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

หลังจากนั้นทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ จึงได้วิทยุไปตาม จนท.ตร. คนอื่นในด่านให้มาช่วยดู ซึ่งกระผมก็ได้ยืนอยู่ในบริเวณนั้นและไม่ได้คิดที่จะหลบหนีหรือทำการต่อสู้แต่อย่างใด ซึ่งเมื่อทาง จนท.ตร. คนอื่นๆ มาถึง กระผมก็ได้แสดงตัวว่าเป็นทหาร และไม่ได้ทำการขัดขืนหรือต่อสู้แต่อย่างใด แต่ทาง จนท.ตร. ไม่ฟังและได้ทำการกดกระผมลงไปบนพื้นและทำการใส่กุญแจมือประหนึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ และหลังจากนั้นกระผมได้พยายามที่จะขอโทษและไกล่เกลี่ยกับทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ แล้ว แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ปฏิเสธที่จะไกล่เกลี่ยด้วย หลังจากนั้นจึงได้มีข่าวปรากฏในสื่อช่องทางต่างๆ

ซึ่งกระผมได้ตกเป็นจำเลยของสังคมซึ่งกระผมทนได้ และสิ่งที่ยอมไม่ได้คือกองทัพต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะกระผม ดังนั้นกระผมจึงขอออกมาชี้แจงความจริงของทางฝั่งกระผมว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร  ข่าวจาก จส.100 ซึ่งเขียนเหมือนกับเพจด้านบนที่กระผมได้โพสต์ไว้ แต่ได้มีคำเปิดเผยจาก ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่ากระผมขับรถเร็วมาก ซึ่งความจริงกระผมได้ขับช้ามากเนื่องจากมืดและอยู่ใกล้กับประตูทางออกของ ม.ราชภัฏพระนคร แล้ว และได้กล่าวว่าได้พยายามให้ผู้ที่ถูกเรียกใจเย็นและค่อยๆ พูดจากัน ซึ่งในขณะนั้น ร.ต.ท. สมคิดฯ ไม่ได้มีพฤติกรรมและวาจาที่ใจเย็นและค่อยๆพูดจากันเลย"

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!