ถึงเวลาเปลี่ยนกิจกรรม "รับน้อง" เป็นแบบสร้างสรรค์หรือยัง..?

ถึงเวลาเปลี่ยนกิจกรรม "รับน้อง" เป็นแบบสร้างสรรค์หรือยัง..?
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

กิจกรรมรับน้องใหม่ของนิสิต นักศึกษาทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และ วิทยาลัย เป็นกิจกรรมที่มีสืบเนื่องมานาน ในช่วงหลายปีมานี้ กิจกรรมรับน้องใหม่มักมีข่าวเศร้ามาเกือบทุกปี มีการทำกิจกรรมที่รุ่นพี่ให้น้องทำกิจกรรมในลักษณะการบังคับให้ทำกิจกรรมที่แปลกประหลาด และบางครั้งบางทีก็เลยเถิดไปจนถึงขั้นเกินเลย เป็นการใช้กำลังที่รุนแรงต่อร่างกายและจิตใจ จนบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิตก็มีในบางปี

ในเชิงหลักการ กิจกรรมรับน้อง ถือเป็นประเพณี ที่ดี เป็นกิจกรรมที่รุ่นพี่ซึ่งต้องการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความประทับใจ ให้กับน้องๆ ที่ก้าวมาจากระดับนักเรียน ขึ้นสู่ระดับระดับนักศึกษา หรือ จากเยาวชน ก้าวเข้ามาในระดับสู่วัยหนุ่มสาวเต็มตัว บางคนต้องจากบ้านเกิดมาเรียนในสถานที่ใหม่ ข้ามจังหวัดใกล้บ้างไกลบ้าง และต้องมาใช้ชีวิตคนเดียว ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองตามลำพัง มาใช้ชีวิตกับเพื่อนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

การรับน้องจึงต้องการสร้างสัมพันธ์จากรุ่นพี่ ที่ผ่านช่วงหัวเลียวหัวต่อของช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตวัยเรียน เพื่อแนะนำแนะแนวเป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆให้กับน้องใหม่ ให้ปรับตัวในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่ต้องรับผิดชอบตัวเองทั้งการเรียน และ การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

ปีนี้ มีข่าวเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ที่น่าสนใจ และน่าเอาเป็นแบบอย่างคือ กิจกรรมรับน้องของ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ที่นำนิสิตใหม่ชั้นปีที่ 1 จำนวนกว่า 1,000 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้ 2,500 ต้น เพื่อสนับสนุนโครงการ GREEN UNIVERSUTY หรือ มหาวิทยาลัยสีเขียว เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวภายในมหาวิทยาลัย และใช้สำหรับขี่จักรยานต่อไปในอนาคตเพื่อความร่มรื่น

นอกจากจะมีการปลูกต้นไม้แล้ว ยังมีการทำความสะอาดโดยรอบมหาวิทยาลัยนเรศวรอีกด้วย อาทิเช่น ป้ายรอรถไฟฟ้าประจำทาง การเก็บเศษขยะตามคณะต่าง ๆ เป็นต้น

ในขณะความเคลื่อนไหวของอีกมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดกิจกรรมรับน้อง ที่มีการบังคับรุ่นน้องให้ทำกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์คือ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยคณะรัฐศาสตร์ ได้ออกประกาศผ่านสังคมออนไลน์ ให้นักศึกษาใหม่รับรู้ถึงสิทธิในการรับน้องโดยจะต้องไม่ถูกบังคับอันเป็นการลิดรอนสิทธิ์ ดังนี้

"สิทธิต่างๆของนักศึกษาเกิดขึ้นเมื่อลงทะเบียนเรียน ไม่ใช่การเข้าห้องเชียร์ การยอมรับระบบรับน้องที่ลิดรอนสิทธิคือการเพิกเฉยต่อการปกป้องสิทธิของตนเอง นอกจากนี้ยังเห็นว่าไม่ควรเคารพผู้ที่ใช้อำนาจกดขี่บังคับผู้อื่นในสถานศึกษา และไม่ควรเคารพคนที่สถานะ แต่ควรเคารพคนที่ความมีเหตุผล

นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวยังเห็นว่า ผู้ที่เป็นนักศึกษาปี 1 ไม่ถือว่าเป็นน้องใหม่ แต่ถือเป็นเพื่อนใหม่ที่เข้ามาร่วมกันใช้สติปัญญาและเรียนรู้ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งมิตรภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการกดขี่ บังคับ ข่มขู่ ให้เข้าห้องเชียร์

ทั้งนี้ นักศึกษาที่ถูกบังคับ หรือ มีปัญหาใดๆ ขอให้ติดต่อ ปรึกษา หรือขอความช่วยเหลือจากคณะรัฐศาสตร์ได้ตลอดเวลา"

จากประกาศของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมรับน้องที่เป็นปัญหาอยู่พอสมควร ดังนั้นจึงต้องการให้นิสิตทราบถึงสิทธิต่างๆ และไม่จำเป็นต้องยอมรับการข่ม ขู่บังคับ อันเป็นการลิดรอนสิทธิ

ดังนั้นถึงเวลาหรือยัง สำหรับมหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาที่ยึดประเพณีรับน้องใหม่ ต้องหันกลับมาทบทวนกิจกรรมการรับน้อง หันมาสร้างสรรค์กิจกรรมรับน้องให้มีคุณค่าและเป็นการเข้าถึงเป้าประสงค์แห่งสังคมที่การให้ความช่วยเหลือ ดูแลจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องมีความอบอุ่น มีความประทับใจ เป็นการปูแนวทางสู่การสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

เพื่อ อนาคตเมื่อเขาเหล่านั้นจบการศึกษาออกไปสู่สังคมภายนอกจะได้ยึดเป็นแนวทาง ในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามต่อไปในอนาคต......

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!