83 ปี 24 มิ.ย. 2475 จะเดินหน้าหรือถอยหลัง?

83 ปี 24 มิ.ย. 2475 จะเดินหน้าหรือถอยหลัง?
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

24 มิ.ย. 2558 ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย หรือ สยามในอดีต ย้อนกลับไป 83 ปี วันนี้เป็นวันแห่ง การปฏิวัติสยาม

เป็นที่ทราบกันกับประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ในปัจจุบันว่า ในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เป็นวันแห่งการปฏิวัติสยาม เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และพัฒนามาเป็นรูปแบบที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน

ตลอด 83 ปีที่ผ่านมา การวางรากฐานการเมืองการปกครองของประเทศ ที่ต้องการเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามที่คณะผู้ก่อการหรือ "คณะราษฎร" ได้วาดหวังไว้ ผ่านการล้มลุกคลุกคลาน

เมีบางครั้งบางตอน การปกครองตกอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของระบอบประชาธิปไตยสำหรับการบริหารประเทศไปก็หลายครั้ง

มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มพลังมวลชน ผู้บริสุทธิ์ นักศึกษา ประชาชน ผู้รักประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา16 และเหตุการณ์มหาวิปโยค 6 ตุลา 19

มีบางช่วง การเมืองไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่เรียกกันว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ยาวนานเกือบ10 ปี เมื่อผ่าน เข้ามาสู่การปกครองที่มีผู้แทนจากการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ก็เกิดปัญหาในบ้านเมือง เกิดการคอร์รัปชั่น ขนานใหญ่ ในยุคที่เรียกว่า ยุคบุพเฟ่คาบิเนต จนเป็นเหตุให้มีการล้มการปกครองโดยคณะทหาร

ซึ่งในขณะนั้น ผู้คนยินดีปรีดาที่มีการล้มกระดานกลุ่มอำนาจของพรรคการเมืองลง อย่างมาก ด้วยหวังว่าคณะผู้ยึดอำนาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีกว่าเดิม

แต่แล้ว เมื่อมีการพยายามสืบทอดอำนาจโดยคณะผู้ยึดอำนาจเสียเอง จนทำให้ ไปสู่การต่อต้านของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้งจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอีกครั้ง ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า พฤษภาทมิฬ ปี2535

แต่ด้วยบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์จนคลีคลาย ทำให้การเมืองไทยหลุดจาก ความรุนแรงในครั้งนั้นและนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หลังปี 2535 เมื่อมีการเลือกตั้งประเทศเดินหน้าไปตามแนวทางระบอบประชาธิปไตย แต่แล้ว ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทางการเมือง การเข้ามาบริหารประเทศของบรรดาตัวแทนหรือพรรคการเมือง การบรรลุเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตย การปกครองเพื่อความผาสุกเพื่อประชาชน ก็ไม่บรรลุเป้าหมายได้เลย

นักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ต่างมุ่งประโยชน์แต่ตัวเองและพวกพ้องจนทำให้ความศรัทธาต่อระบอบการเมืองไทยลดน้อยถอยลง และเมื่อนายทุนผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ผันตัวเองเข้ามาสู่การเมืองโดยตรง ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและสามารถขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ในปี2544 การเมืองไทยได้แบ่งขั้วการเมืองอย่างชัดเจน

มีการใช้อำนาจทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้อง จนมีคดีความมากมายและ นำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งอีกครั้ง ในปี 2549 และเมื่อกลับเข้าสู่ระบอบการเลือกตั้งหลังจากมีการยึดอำนาจไปประมาณปีเศษ วังวนของการเมืองไทยก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกครั้ง มีการใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง

เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันของกลุ่มพรรคการเมือง และมีเหตุการณ์ความรุนแรง มีการใช้กำลังปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วย เกิดกระบวนการจัดตั้งมวลชนของแต่ละฝ่ายในการต่อสู้กัน

จนเหตุการณ์ถึงทางตัน ทำให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง เป็นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างที่เราทราบกันดีในปัจจุบัน

วันนี้ การเมืองไทยภายใต้การบริหารของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีการวางแนวทางเพื่อไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง มีความพยายามในการปฏิรูปประเทศ เพื่อหาทางออกจากปัญหาที่เป็นวังวน เป็นรากฐานของปัญหาในทุกมิติ ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างกันอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เป็นที่น่าสนใจยิ่งว่า กระบวนการที่คณะรัฐประหารวาดหวังว่า จะนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ต้องการวางรากฐานใหม่เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปอย่างผาสุข ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ว่า จะคืนความสุขให้กับคนไทยในอีกไม่นาน

วันนี้ ถามว่า กลุ่มคู่ขัดแย้ง ได้หายไปหรือยัง ปัญหาเดิมได้รับการแก้ไขหรือยัง ...? หรือเป็นช่วงเวลาแห่งการรอ ...การสงบนิ่ง รอโอกาสที่จะกลับมาเป็นผู้กุมอำนาจอีกครั้ง และ นำความขัดแย้งกลับมาอีก...?

วันนี้ 83 ปีผ่านของวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ...สังคมไทยจะก้าวเดินไปอย่างไร...? จนถึงวันนี้ มีบ้างที่บางคนมองภาพ คาดคะเน..ในใจได้.... 83ปีที่ผ่านมา จะผ่านไป โดยที่คนไทยไม่ได้สรุปบทเรียน หาทางออกให้กับวันข้างหน้าทีดีกว่าหรือไม่....อีกไม่นาน......????