หลวงพ่อคูณมรณภาพแล้วอย่างสงบเวลา11.45น.

หลวงพ่อคูณมรณภาพแล้วอย่างสงบเวลา11.45น.

หลวงพ่อคูณมรณภาพแล้วอย่างสงบเวลา11.45น.
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แถลง 'หลวงพ่อคูณ' เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ มรณภาพแล้วอย่างสงบ เมื่อเวลา 11.45 น. ขณะ พินัยกรรมได้บริจาคร่างกายให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

น.พ.สมอาจ ตั้งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แถลง  พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา มรณภาพแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น.  อายุ 92 ปี  71 พรรษา


ขณะที่ประกาศโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เรื่องอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ฉบับที่ 4 วันนี้ (16 พฤษภาคม 2558) คณะแพทย์ผู้ทำการรักษารายงานว่าพระเทพวิทยาคมมีอาการโดยรวมทรุดลง  ได้มรณภาพแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น.

จึงประกาศมาเพื่อทราบ


คณะกรรมการแพทย์ผู้ทำการรักษา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและโรงพยาบาลศิริราช


เปิดโอกาสให้ประชาชน เข้ากราบร่างหลวงพ่อคูณครั้งสุดท้าย

คณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่ทำการรักษาอาการอาพาธ พร้อมทั้งลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดของพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แถลงข่าวว่า ล่าสุด หลวงพ่อคูณ ได้มรณภาพลงอย่างสงบแล้ว ในเวลา 11.45 น. เนื่องจากระบบการทำงานภายในร่างกายล้มเหลวหลายส่วน ซึ่งเกิดจากอาการปอดและหัวใจหยุดทำงานเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดแทรกซ้อนขึ้น ทั้งจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เลือดออกในช่องทรวงอกส่งผลให้ระบบการหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจหยุดเต้น คณะแพทย์ต้องทำการช่วยฟื้นคืนชีพกว่า 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งใช้ระยะเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง 


โดย น.พ.สมอาจ ตั้งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า หลังจากนี้ทางลูกศิษย์คนสนิท พร้อมทั้งญาติ และทางเจ้าหน้าที่จังหวัดนครราชสีมา จะได้ทำการพูดคุยหารือถึงแนวทางการดำเนินการอีกครั้งว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป เบื้องต้นทราบเพียงว่า หลวงพ่อคูณ ได้บริจาคร่างกายให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อใช้ประโยชน์ให้กับสาธารณะและทางการแพทย์


ขณะเดียวกัน ภายหลังจากการแถลงข่าวเสร็จ แพทย์ได้เปิดโอกาสให้ญาติ และศิษยานุศิษย์ ที่มาเฝ้าดูอาการเข้ากราบร่างของหลวงพ่อคูณ เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่ต่างอยู่ในอาการโศกเศร้าและยังทำใจไม่ได้


ประวัติหลวงพ่อคูณ

หลวงพ่อคูณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ
1. พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ)
2. นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์

3. นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี 3 นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า "เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขออำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป" และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"


การศึกษา

บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม นอกจากนี้พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย


อุปสมบท

หลวงพ่อคูณอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2487 ปีวอก หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
หลวงพ่อคูณ ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นเพื่อนกันต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะ มักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมแก่กันเสมอ
เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศกัมพูชา มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง

สู่มาตุภูมิ

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้วหลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศกัมพูชาสู่ประเทศไทยเดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถพ.ศ. 2496 นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภคและที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย

 

บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์

หลวงพ่อคูณถือว่าเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือใช้ภาษาพูดสมัยโบราณ โดยมีคำว่า “มึง” และ “กู” เป็นคำติดปากและมักจะชอบนั่งยองๆ อีกทั้งยังเป็นพระนักเทศน์สอนประชาชนด้วยคำง่ายๆแต่ได้เนื้อหาธรรมะอันลึกซึ้ง ด้วยจริยวัตรที่เรียบง่าย และเป็นกันเอง ท่านจึงเป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันท่านยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่สร้างวัตถุมงคลมากมาย ซึ่งล้วนมีพุทธคุณด้านเมตตา มหานิยม และแคล้วคลาดจนวัตถุมลคลของท่านกลายเป็นที่นิยมของเซียนพระและนักสะสมทั่วประเทศด้วยความที่มีลูกศิษย์จำนวนมาก จึงมีผู้นำเงินมาบริจาคให้ท่านมากเช่นกันซึ่งเงินที่ท่านได้ก็จะนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์มากมายทั่วทั้งจังหวัดนครราชสีมาอาทิ โรงพยาบาล, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย,ถนน, และมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานชาวโคราชอย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังมอบเงินสร้าง วัด โรงเรียน และมหาวิทยาลัย หลายแห่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ หลวงพ่อคูณยังเคยได้ทูลเกล้าถวายแด่เงินกว่า 100 ล้านบาท แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ตามพระราชอัธยาศัยอีกด้วย

 

สมณศักดิ์

12สิงหาคม พ.ศ. 2535 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณวิทยาคมเถร

10มิถุนายน พ.ศ. 2539 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระราชวิทยาคมอุดมกิจจานุกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

12สิงหาคม พ.ศ. 2547 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระเทพวิทยาคมอุดมธรรมสุนทร ปสาทกรวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

 

ประวัติอาการอาพาธ

หลวงพ่อคูณเริ่มมีอาการอาพาธตั้งแต่ปี 2543 ด้วยการโรคหัวใจซึ่งแพทย์ได้ผ่าตัดทำบายพาสหัวใจให้ท่าน จนอาการดีขึ้นตามลำดับ วันที่ 25 ตุลาคม2547 อาพาธอีกครั้งด้วยอาการเลือดคั่งในสมอง ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลศิริราชกรุงเทพมหานคร ให้แพทย์ผ่าตัดสมองเพื่อเอาลิ่มเลือดออก จนอาการปลอดภัย วันที่ 26เมษายน 2552 อาพาธด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลให้มีอาการซึมเศร้าและต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาหลายวันจนกระทั่งอาการดีขึ้นและสามารถกลับวัดบ้านไร่ได้ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 หลังจากนั้นสุขภาพร่างกายของท่านก็อ่อนแอมาอย่างต่อเนื่องวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 ท่านก็มีอาการอาพาธด้วยวัณโรคปอดเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาอีกกว่า 4 เดือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2556ท่านก็มีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และมีอาการแทรกคือ หลอดลมอักเสบรวมทั้งเกิดภาวะเสมหะลงคอ ทำให้ปอดเกิดการอักเสบติดเชื้อคณะศิษย์ต้องนำตัวส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาจนกระทั่งอาการท่านเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ก่อนที่คณะแพทย์จะได้นำตัวหลวงพ่อคูณกลับวัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เพื่อพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องกระจกที่มีแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด โดยไม่อนุญาตให้ญาติโยมเข้าเยี่ยมเพื่อป้องกันการติดเชื่อ ซึ่งตลอดเวลาที่พักรักษาตัวก็มีอาการดีขึ้นตามลามดับจนกระทั่งเมื่อเวลา 05.40 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ท่านมีอาการหัวใจหยุดเต้นแพทย์ต้องนำตัวส่งมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อีกครั้ง และได้มรณภาพอย่างสงบในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 เมื่อเวลา 11.45 น.



ขอบคุณข้อมูล: 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%28%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B8%93_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%BA%E0%B9%82%E0%B8%98%29


แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล