มองการต่อสู้ คดีโกงจำนำข้าว มองท่าที ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/353/1766497/fff.jpgมองการต่อสู้ คดีโกงจำนำข้าว มองท่าที ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

มองการต่อสู้ คดีโกงจำนำข้าว มองท่าที ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แชร์เรื่องนี้

กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง สำหรับเรื่องราวของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดฟ้อง ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยนัดให้เปิดคดีนัดแรกในวันที่ 19 พ.ค.58 นี้

เท่ากับว่าขณะนี้ อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้าสู่กระบวนการทางคดีอย่างเป็นทางการ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามกระบวนการทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย โดยขั้นตอนของกฎหมาย ในการเปิดคดีครั้งแรก ซึ่งอัยการสูงสุดจะเป็นผู้แถลงแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่ง จำเลย หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องมารับฟังข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง

ทำให้ประเด็นคำถาม ที่เคยมีการตั้งประเด็นกันก่อนหน้ากลับมาอีกครั้งในบรรดาคอการเมืองว่า...เธอจะ สู้ หรือ หนี....?

มาดูท่าทีของทีมงานด้านกฎหมาย และถ้อยแถลงผ่านเฟซบุ๊ค "Yingluck Shinawatra" ซึ่งออกมาทันทีหลังศาลรับคำฟ้องไม่นาน

โดยสาระสำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังยืนยันในประเด็นเดิม คือ ยืนยันในความบริสุทธิ์ ของการทำโครงการ ยืนยันว่าโครงการจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี ที่ให้สัญญากับประชาชนไว้แล้วต้องรักษาสัญญา โครงการช่วยชาวนาช่วยเกษตรกรให้มีรายได้สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โครงการไม่ผิดพลาดไม่เสียหาย

แต่ที่สำคัญของการออกคำแถลงครั้งนี้ก็คือ อ้างว่า สิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ "หลักนิติธรรม" ที่พึงต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาเพื่ออำนวยความยุติธรรมนั้น ได้ขาดหายไปในคดีที่เกี่ยวกับตนเอง โดยอ้างรายงานของป.ป.ช. ที่ระบุไว้ว่า "ไม่มีพยานหลักฐานว่าดิฉันกระทำการทุจริตหรือสมยอมให้ผู้ใดทุจริต" แต่ก็มีการชี้มูลความผิด

เป็นการพยายามย้ำในเรื่อง กระบวนการขั้นต้นในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ไม่ชอบ ทั้งนี้ก็เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายของการต่อสู้ว่า การพิจารณาคดีต้อง "ยุติธรรม"

โดยตอกย้ำในตอนสุดท้ายของคำแถลงว่า "ที่สำคัญดิฉันขอให้มีการพิจารณาอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ปราศจากอคติใดๆ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดิฉันเห็นว่า ดิฉันยังไม่ได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในชั้นที่ถูกกล่าวหา และมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่จะทำลายดิฉันเข้ามาแทรกซ้อนโดยตลอด และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้โปรดยุติการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ หยุดกดดันหรือชี้นำเพื่อประโยชน์ทางการเมือง จนกว่ากระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ จะเสร็จสิ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคมไทยต่อไป"

เป็นการตอกย้ำว่า ถูกกล่าวหาจากป.ป.ช. โดยไม่ได้รับความยุติธรรม มีการเมืองเข้าแทรกแซงเพื่อให้มีการดำเนินคดี พร้อม กดดัน หรือ เรียกร้อง ไม่ให้มีการวิจารณ์ ชี้นำ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อศาลจะได้พิจารณา และคืนความเป็นธรรมให้กับสังคมต่อไป......

นับว่าเป็นการเขียนคำแถลงที่ผ่านทีมกฎหมายทีมยุทธศาสตร์ อย่างมีเป้าหมาย และแหลมคมพอสมควร เพราะ อาศัยคำแถลงกล่าวหา การสอบสวนชั้นต้น ของป.ป.ช.ว่าไม่ยุติธรรม มีการเมืองแทรก แต่กลับเรียกร้องคนอื่นหรือผู้ที่เกี่ยวข้องหยุดให้ความเห็น จนกว่าศาลจะคืนความยุติธรรมให้กับสังคม...เป็นการจงใจไม่เรียกร้องคืนความยุติธรรมให้กับเธอเอง ...แต่ให้คืนให้กับสังคม....ซึ่งเป็นการกดดัน สร้างกระแสขึ้นมาว่า หากเธอผิด เท่ากับ สังคมไม่มีความยุติธรรม....

แนวทางการต่อสู้จึงเป็นไปในทิศทางเดิมที่ตั้งธงไว้ เหมือนกับ การต่อสู้คดีของอดีตนายกรัฐมนตรีพี่ชายของเธอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร..ที่สร้างกระแส 2 มาตรฐาน กล่าวหากระบวนการยุติธรรมของไทยหากตัวเองเป็นฝ่ายผิดตามการพิจารณาคดี

ดังนั้น ในประเด็นที่สงสัยว่า เธอจะไปฟังคำกล่าวหาไปต่อสู้คดีในการพิจารณาของศาลฯในนัดแรกในวันที่ 19 พ.ค.หรือไม่? เชื่อได้ว่า เธอไปแน่ เพื่อเป็นการยืนยันตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ และตามกระบวนการ ในการพิจารณาคดี ต้องมีการนัดสืบพยาน จนกว่าจะเสร็จสิ้นก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะจบสิ้นกระบวนการจนศาลนัดตัดสินคดี

เมื่อถึงตอนนั้น สูตรเดิมเหมือนกับที่อดีตนายก พี่ชายของเธอ คือหลบหนีคดีค่อยนำมาใช้ก็ยังไม่สาย ยังมีเวลาให้เธอสำหรับการต่อสู้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของเธออีกนาน เหมือนกับบรรดาทีมงานของพรรคเพื่อไทยที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เวลานี้ ไม่ใช่เวลา "หนี"