ตำรวจแฉ! คลิปเด็กร่ำไห้หน้าห้องขัง ที่แท้พ่อเด็กมือถ่าย
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/341/1707769/0.jpgตำรวจแฉ! คลิปเด็กร่ำไห้หน้าห้องขัง ที่แท้พ่อเด็กมือถ่าย

ตำรวจแฉ! คลิปเด็กร่ำไห้หน้าห้องขัง ที่แท้พ่อเด็กมือถ่าย

แชร์เรื่องนี้

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า "จารย์ครูหมาน คนไค" ระบุข้อความว่า "...พี่น้องชาวลาวเฮาเอ้ย อย่าผ่านมาทางอำเภอปทุมราชวงศาเด้อครับ ไผจะกลับลาวให้ไปทางอื่นเด้อ เบิ่งเอาครับผู้กำกับมันเฮ็ดกับคนลาวแบบบ่มีเมตตาเลย ช่วยแชร์ด้วยครับ..." โดยในคลิปเผยให้เห็นว่าเด็กน้อยต้องนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องขัง และมียายที่อยู่ในห้องขังคอยปลอบ สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวเน็ต พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (29 พ.ย.) ร.ต.อ.เอกพล นาพิมาย ร้อยเวรเจ้าของคดี กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อเวลา 06.30 น. ของวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจจราจรได้ตั้งด่านตรวจบนถนนอรุณประเสริฐ บริเวณหน้าตู้ยามในเขตเทศบาลตำบลปทุมราชวงศา ได้ตรวจค้นรถทัวร์ สายกรุงเทพ-เขมราฐ พบนางพู พมลี อายุ 55 ปี ชาวลาว เมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว นั่งอยู่บนรถ ไม่มีเอกสารหรือหนังสือการเดินทางเข้าออกประทศ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีลูกสาวและลูกเขยอุ้มลูกน้อย ตามมาที่โรงพักด้วย

และเมื่อลูกเขยขึ้นมาบนโรงพักก็อ้างตัวว่าเป็นคนสนิทของ อดีต ส.ส.ชื่อดังคนหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี และยังพูดจากดดันเจ้าหน้าที่ ขอให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวแม่ยายชาวลาว แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ ควบคุมตัวหญิงชาวลาวส่งดำเนินคดีทันที ส่วนหลานชายที่มาด้วยกันก็ร้องไห้ตลอดเวลา เพราะอยากเข้าไปหายายในห้องขัง เจ้าหน้าที่จึงต้องนำเก้าอี้มาวางไว้ให้หลานชายนั่งอยู่หน้าห้องขัง โดยยายได้พยายามปลอบหลานให้หยุดร้อง ขณะที่ผู้เป็นลูกเขยก็ใช้แท็บเล็ตถ่ายคลิปและนำมาโพสต์ลงเฟซบุ๊ก

ร.ต.อ.เอกพล กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวตำรวจกระทำตามหน้าที่ ตั้งแต่การจับกุม จนถึงควบคุมตัวไปส่งฟ้องศาล ซึ่งศาลได้พิพากษาให้ปรับเงิน 4,000 บาท โดยลูกเขยและลูกสาวเป็นคนเสียค่าปรับให้ ก่อนจะนำตัวมาส่งที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเขมราฐ จ.อุบลราชธานี เพื่อผลักดันกลับประเทศลาวต่อไป ดังนั้นจึงอยากบอกให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อเท็จจริง ว่าตำรวจทำงานตามกระบวนการทุกขั้นตอน สามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ นางพู เป็นชาวลาว แต่ได้แต่งงานกับชายชาวไทย จึงอยู่เมืองไทยมานานหลายปีแล้ว และลูกทุกคนก็มีสัญชาติไทย