ลำดับเหตุการณ์ชุมนุม จากสามเสน ถึงปิดกรุงเทพฯ

ลำดับเหตุการณ์ชุมนุม จากสามเสน ถึงปิดกรุงเทพฯ
thaipbs

สนับสนุนเนื้อหา

ลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก่อนที่จะทำให้เกิดการชุมนุมที่ยืดเยื้อ จนพัฒนามาถึงขั้นยกระดับ เป็นการประกาศปิด กรุงเทพฯ ในวันนี้ (13 ม.ค.)



วิกฤตการณ์การเมืองไทยครั้งนี้ เริ่มขึ้นรุนแรงขึ้น จากการที่ สภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ร่างพระราช บัญญัตินิรโทษกรรม ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 เมื่อเวลา 04.25 น.ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีกระแสคัดค้านจากคนหลากหลายกลุ่ม ที่ไม่เห็นด้วย โดยกลุ่มคนที่คัดค้าน เห็นว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นจากความผิดทางการเมือง และความผิดอื่นๆ และสามารถกลับเข้าประเทศไทย และรัฐบาลอาจต้องคืนทรัพย์สินที่ยึดมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมด สมาชิกวุฒิสภา 40 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่เห็นด้วย กับการเร่งรีบลงมติ แก้ไข ร่าง พ.ร.บ.นิริโทษกรรม และประเด็นที่มาของ ส.ว.และได้ยื่นเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณา ชี้ขาดว่า การเร่งรีบลงมติอย่าง รวบรัดดังกล่าว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สถานีรถไฟสามเสน เป็นสถานที่แรกในการชุมนุม เพื่อต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2556 ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน สุเทพ เทือกสุบรรณประกาศเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปปักหลัก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ถนนราชดำเนินแทน กระแสคัดค้านวงกว้างมากขึ้น จนทำให้ที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ลงมติไม่เห็นชอบ กับ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนี้ แต่การชุมนุมซึ่งนำโดยสุเทพ ยังคงดำเนิน ต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขจากการค้าน การแก้ไข พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการการชุมนุมเพื่่อต่อต้านรัฐบาลแทน

วันที่ 11 พฤศจิกายน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อีก 8 คน ลาออกเพื่อมาเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหว วันที่19 พฤศจิกายน มีการการล่ารายชื่อถอดถอน ส.ส. ทั้งหมด 310 คน โดยจะยื่นต่อ ป.ป.ช. และเริ่มมีการอารยะขัดขืนกับฝ่ายรัฐบาล ด้วยการเป่านกหวีด

วันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ประเด็นที่กลุ่ม ส.ว.40 คน ยื่นคำร้องว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของ ส.ว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธคำวินิจฉัยนี้ โดยให้เหตุผลว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ก้าวล่วงเขตอำนาจ ของรัฐสภา การออกมาแถลงข่าวปฏิเสธ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญ ของกลุ่ม ส.ส. และ ส.ว.ส่งผลให้จำนวน ผู้ประท้วงต่อต้าน รัฐบาล มีจำนวน เพิ่มขึ้นอีกในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 วันที่ 24 พฤศจิกายน กลุ่ม นปช.ซึ่งสนับสนุนรัฐบาล ได้จัดการชุมนุมตอบโต้ การต่อต้านรัฐบาล ของกลุ่ม กปปส.ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ในขณะที่กลุ่ม กปปส.มีการชุมนุมใหญ่ที่เวทีราชดำเนิน โดยประกาศยกระดับข้อเรียกร้อง เป็นการต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยใช้ชื่อว่า "วันมวลมหาประชาชน คนไทยใจเกินล้าน"

วันที่ 25 พฤศจิกายน กลุ่มผู้ชุมนุม บุกรุกเข้ายึดบริเวณ และอาคารสถานที่ราชการ ของสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน เพื่อหวังจะบังคับให้ปิดทำการเป็นการอารยะขัดขืน ขณะที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ยื่นฟ้องร้องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า มีการกระทำอันเป็นกบฎต่อแผ่นดิน

ต่อมา ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณประกาศก่อตั้ง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกอบด้วย ตัวแทนกลุ่มองค์กรประชาชนในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มนักวิชาการ, เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.), กลุ่มประชาคมนักธุรกิจสีลม, เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อ ประชาธิปไตย, กองทัพธรรม, กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยมีสุเทพเป็นเลขาธิการกลุ่ม

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ได้เข้าไปยังอาคารบริษัท กสท โทรคมนาคม มีการตัดไฟ และเครือข่ายการสื่อสารของทั้งหมด ส่งผลกระทบกับระบบอินเทอร์เน็ต เกือบทั้งประเทศ และวันดังกล่าว ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม มีเหตุรุนแรง จาก การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและ ต่อต้านรัฐบาลบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงตลอด จนมีผู้เสีย ชีวิต 4 คน และบาดเจ็บนับร้อยคน

วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.ผู้ชุมนุมเคลื่อนประชิด แนวกั้นตำรวจหลายจุด มุ่งหน้าสู่กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล และทำเนียบรัฐบาล ทำให้เกิดการปะทะกัน ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้น 3 จุด บริเวณ แยกกองพลที่ 1 ใกล้กองบัญชาการตำรวจนครบาล, วัดเบญจมบพิตร และที่สะพานชมัยมรุเชฐ เส้นทางเข้า สู่ทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา และฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม และตำรวจเป็นเวลา 2 วัน มีรายงานผู้ได้ รับบาดเจ็บ 119 คน

วันที่ 8 ธันวาคม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 153 คนประกาศลาออก เพื่อเดินหน้าชุมนุมต่อ และประกาศยกระดับการชุมนุม ในวันที่ 9 ธันวาคม ปรับเป้าหมาย จากการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล เป็นการชุมนุมเพื่อขจัดระบอบทักษิณ

วันที่ 9 ธันวาคม นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฏร โดยพระราชกฤษฎีกากำหนด ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่กลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง "สภาประชาชน" เพื่อทำการปฏิรูปประเทศ และนัดชุมนุมเพื่อปิดกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 มกราคม 2557

วันที่ 26 ธันวาคมซึ่ง เป็นวันแรกของการรับสมัครรับเลือกตั้ง มีการเมือง 34 พรรค เดินทางมาสมัคร และจับสลากหมายเลขประจำพรรค ณ อาคารกีฬา เวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง และเกิดความวุ่นวาย และการปะทะกันเกิดขึ้น โดยกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วม คปท.บุกรุกเข้าไปภายในเพื่อขัดขวางการรับสมัคร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง เข้าใส่ผู้ชุมนุม เพื่อสกัดกั้น และจับแกนนำบางส่วนไป ต่อมาในช่วงเย็น กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วม คปท.ปิดถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งขาเข้า และขาออก เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมไป

ต่อมาพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าว ยืนยันการเดินหน้าเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 จะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ให้จัดการเลือกตั้ง ภายใน 45-60 วันหลังยุบสภา และบอกว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ ในการเปลี่ยนวันเลือกตั้ง หาก กกต.เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป อาจถูกร้องเรียนว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 1 มกราคม 2557 แกนนำ กปปส.ประกาศบนเวทีปราศรัยว่า นัดชุมนุมใหญ่ ขับไล่รัฐบาลรักษาการ ในวันที่ 13 มกราคม โดยจะมีการปิดถนนในส่วนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และจะส่งมวลชนไปเฝ้าสังเกตการณ์ ปิดล้อมบ้านพักของคณะรัฐมนตรี

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!