แฉเด็กไทยติดทีวี-วิทยุวันละ5ช.ม.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ม.ค. ที่โรงแรมเสนาเพลส เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เปิดศูนย์ประสานงานครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ โดยมีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธาน สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และอดีตรอง นายกฯ และรมว.การพัฒนาสังคมฯ เป็นประธาน เพื่อเป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเผยแพร่สื่อที่ไม่ เหมาะสม

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สื่อมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาแบบแนวรุก แต่สังคมและครอบครัวกลับมีการพัฒนาช้า ทำให้สภาพครอบครัวอ่อนแอ เสี่ยงต่อภัยคุกคามของสื่อที่ไม่เหมาะสม เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เป็นเรื่องที่ควรชื่นชม ควรจะพัฒนาเครือข่ายให้ดีขึ้น ด้วยการทำงานอย่างสร้างสรรค์ มีการจัดการความรู้ และการเสนอนโยบายควรจะเริ่มตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเป็นระดับชาติอย่างเดียว โดยการเฝ้าระวังสื่อที่ดี คือ ต้องขจัดสื่อร้าย ขยายสื่อดี

ด้านนางอัญญาอร พานิชพึ่งรัถ หัวหน้าเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า ศูนย์ฯ นี้ตั้งขึ้นเพื่อให้ครอบครัวอาสารวมตัวกันเพื่อติดตามเฝ้าระวังสื่อที่ไม่เหมาะสมต่างๆ อาทิ ภาพยนตร์ที่มีฉากรุนแรง หนังสือการ์ตูนลามกอนาจาร ที่วางขายในที่สาธารณะ ล่าสุดก็พบหนังสือการ์ตูนลามกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติวางขายอย่างโจ่งแจ้ง พ็อกเกตบุ๊กแนวอีโรติกที่ขายตามแผงหนังสือทั่วไป และละครที่มีแต่ฉากตบตีแย่งผู้ชาย หรือการที่พระเอกขืนใจนางเอกเพื่อเอาชนะใจฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดการเลียนแบบได้ ตนก็เป็นแม่คนหนึ่งที่ไม่อยากให้เยาวชนถูกปลูกฝังในทางที่ผิด ทั้งนี้หากพบเห็นสื่อที่ไม่เหมาะสมสามารถแจ้งมาได้ที่ศูนย์ประสานงานครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ www.familymediawatch.org หรือโทรศัพท์ 0-2888-2260

ด้านน.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวถึงผลกระทบจากการบริโภคสื่อว่า ปัจจุบันเด็กไทยบริโภคสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาทิ โทรทัศน์ และวิทยุ เฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่ามากเกินไป จะส่งผลเสียทำให้เด็กเสียสุขภาพทั้งทางสายตาและร่างกาย มีสมาธิสั้น และมีพัฒนาการช้า รวมถึงยังส่งผลให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลงด้วย ทั้งนี้เด็กควรบริโภคสื่อไม่เกิน 1?2 ชั่วโมงต่อวัน โดยผู้ปกครองควรจะส่งเสริมให้บุตรหลานทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับครอบครัว เพื่อลดการบริโภคสื่อ โดยใช้หลักการ 3 ต้อง 2 ไม่ ประกอบด้วย 3 ต้อง คือ ต้องกำหนดเวลาดูโทรทัศน์ ต้องกำหนดรายการโทรทัศน์ที่เด็กสามารถรับชมได้ และผู้ปกครองต้องพูดคุยกับบุตรหลานหลังชมรายการโทรทัศน์จบ ส่วน 2 ไม่ คือ ไม่มีสื่อร้ายในบ้าน และไม่จัดวางโทรทัศน์ไว้ในห้องนอนของเด็ก ซึ่งการเฝ้าระวังต้องทำอย่างเป็นระบบ พ่อแม่ต้องเลือกสื่อให้เหมาะสมกับวัยของลูก จะช่วยลดผลร้าย รายการที่เด็กไม่ควรดูก็ควรอยู่ในเวลาที่เด็กดูไม่ได้

เรื่องล่าสุดของหมวด อาชญากรรม

ดูหมวด อาชญากรรม ทั้งหมด