พณ. เตรียมแผนกระตุ้นส่งออก ชงของบเพิ่ม 1-2 พันล้านในครม.ศก. 6 ม.ค.นี้ มั่นใจส่งออกขยายตัว 5-6%

ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก 6 มกราคม พณ. เสนอแผนของบฯเพิ่มอีก 1-2 พันล้าน ดันส่งออกปี52 ลั่นไม่ติดลบแน่ มั่นใจโต 5-6% เล็งผลักดันผู้ส่งออกยักษ์ 20 รายขายของได้เพิ่ม จัดเอกชน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมร่วมทีมโรดโชว์ ตั้ง 50 ทีมเฉพาะกิจเจาะตลาดใหม่

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มกราคม ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรกในวันที่ 6 มกราคมนี้ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีการรายงานให้รับทราบกรอบการทำงาน อุปสรรค และการใช้งบประมาณเพื่อให้ได้แผนงานที่แต่ละกระทรวงนำเสนอ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จัดทำแนวทาง แผนงาน การใช้เงินงบประมาณ และเป้าหมายการส่งออกของปี 2552 เสร็จสิ้นแล้ว โดยแผนงานที่สำคัญ อาทิ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้านบาท การใช้ช่องทางเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ และการจัดทำแผนปฎิบัติการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน

ในวันที่ 7 มกราคมนี้ กระทรวงพาณิชย์เชิญ กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน) สภาการขนส่งทางเรือ สมาคมโลจิสติกส์ สมาคมการเงิน และผู้ส่งออกรายใหญ่ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมประมาณ 50 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนและหารือถึงการกำหนดแนวทางร่วมในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย และร่วมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกรวมกัน เพื่อให้การส่งออกขยายตัวได้เกิน 5% ซึ่งจะเพิ่มรายได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาทจากปีก่อนที่ส่งออกทำรายได้ให้ประเทศ 6 ล้านล้านบาท นายอลงกรณ์กล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการประชุมร่วม ครม.เศรษฐกิจ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเสนอให้ ครม.่มจัดสรรงบประมาณกลางปีกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่จากเดิมรัฐบาลชุดก่อนได้อนุมัติ 2,040 ล้านบาทอีกอย่างน้อย 1-2 พันล้านบาท เนื่องจากต้องออกมาตรการเสริมมากกว่าภาวะปกติ เพื่อรักษาการส่งออกให้เป็นบวก โดยให้สามารถเติบโตอย่างน้อยในระดับ 5-6% ซึ่งจะช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 3% อีกทั้งทุกประเทศประสบปัญหาการส่งออกที่ลดลงจากกำลังซื้อในโลกที่ลดลงกว่าครึ่ง โดยการค้าโลกขยายตัวเพียง 1% จากปกติ 3-5%

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ จะเสนอแนวทางในการผลักดันการส่งออก ที่สำคัญ คือ 1.สร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศ โดยจะจัดคณะตัวแทนภาครัฐและเอกชนใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์ สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เกษตร อิเลคทรอนิกส์ และเฟอร์นิเจอร์ เดินทางไปโรดโชว์ในตลาดนำเข้าสำคัญ โดยไตรมาสแรกเริ่มจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าการส่งออกรวม 2.5 ล้านล้านบาทหรือสัดส่วน 40% ของมูลค่าการส่งออกรวม 2.ใช้กระบวนการ CRM ( Customer Relationship Management ) หรือ กระบวนการจัดการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยจะเชิญลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และบริการ เข้ามาดูงานในไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับทราบถึงความต้องการของลูกค้า

3.ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจในตลาดใหม่หรือตลาดเป้าหมายที่ยังไม่มีทูตพาณิชย์ประจำ โดยมีเป้าหมาย 50 ทีม 4. ผลักดันธุรกิจบริการให้ขยายตัว 15% จากมูลค่ารวม 9 แสนล้านบาท 5. กระตุ้นการบริโภคและใช้สินค้าผลิตภายในประเทศ โดยจัดมหกรรมไทยผลิตไทยใช้ฝ่าวิกฤต ใน 4 ภูมิภาค คล้ายกับการจัดงานเมดอินไทยแลนด์ 6.ผลักดันให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการเสริมสภาพงการเงินและเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ และรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนและไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง

กระทรวงพาณิชย์ต้องผลักดันผู้ส่งออกรายใหญ่ ๆ ใน 20 กลุ่มอุตสาหกรรม และเป็นรายใหญ่ 20 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมให้มีการขยายตัวในเชิงบวกก็จะทำให้ภาพรวมขยายตัวได้สูง แม้จำนวนจะมีเพียง 20% แต่เป็นสัดส่วน 80% การนำรายได้เข้าประเทศ เดิมนั้นเอกชนคาดว่าการส่งออกจะติดลบเพราะประเมินจากวิกฤตการเศรษฐกิจโลกแต่เมื่อเอกชนได้เห็นถึงความตั้งใจและแผนตลาดที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำ เชื่อว่าจะทำให้เอกชนทบทวนตัวเลขการส่งออกใหม่ให้เป็นบวก ซึ่งจะทำให้การส่งออกในปี 2552 นี้ไม่ติดลบแน่นอน แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนตัวเลขเป้าหมายการส่งออก 2552 อย่างเป็นทางการนั้น หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์หารือกับผู้ส่งออกรายใหญ่ใน 20 กลุ่มอุตสาหกรรมและสมาคมต่างๆจะประกาศได้ ซึ่งกำหนดจัดประชุมหารือในวันที่ 7 มกราคมนี้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เองมีตัวเลขไว้แล้วจากเป้าหมายของทูตพาณิชย์ในแต่ละภูมิภาค ที่จัดส่งมาเฉลี่ยขยายตัว 5-6% แต่ก็ต้องหารือเอกชนและขอความชัดเจนถึงตัวเลขของภาคธุรกิจด้วย

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!