อีกาผยอง เรเวนส์ บุกจิกโลมา ดอลฟินส์ เจอไททานส์ เหยี่ยวมรกต อีเกิ้ลส์ บุกเชือด ไวกิ้งส์ ไปเจอยักษ

บัลติมอร์ 3 10 7 7 27 ไมอามี 3 0 0 6 9 ที่ ไมอามี,ฟลอริดา : โลมา ไมอามี ดอลฟินส์ ที่ตลอดทั้งซีซั่นเล่นผิดพลาดเสีย turnover น้อยสุดของ NFL เท่ากับที่ ไจแอนต์ส ทำไว้ในปีนี้พบว่าเกมนี้เกมเดียวตนเองพลาดโดนอินเตอร์เซปต์ไป 4 หนโดย 1 นั้นเป็นการวิ่งย้อน 64 หลาทำทัชดาวน์ของ เอ็ด รีด ส่งผลให้การเข้าสู่เพลย์ ออฟ ครั้งแรกในรอบ 7 ปีของเจ้าบ้าน ดอลฟินส์ จบลงอย่างรวดเร็วเมื่อถูกอีกาผยอง บัลติมอร์ เรเวนส์ บุกมาจิกถึงบ้าน 27-9 ทีมรับ เรเวนส์ หยุดยั้งการบุกทุกรูปแบบของ ดอลฟินส์ รวมถึงแผนการเล่น Wildcat ขณะเดียวกันก็ทำให้ควอเตอร์แบ็ก แชด เพ็นนิงตัน ที่ตลอดทั้งซีซั่นขว้างพลาดถูกอินเตอร์เซปต์แค่ 7 ครั้งแต่มาเกมนี้โดนไป 4 หนถึงเวลานี้รุกกี้โค้ช จิม ฮาร์บอช และรุกกี้ควอเตอร์แบ็ก โจ ฟลัคโก้ พาทีมไม่แพ้ใคร 10 จาก 12 เกมหลังและนี่ถือเป็นชัยชนะในเพลย์ ออฟ ครั้งแรกของ เรเวนส์ หลังชนะ ไมอามี รอบแรกเมื่อปี 2002 เพราะ ทีมรับของเราทำให้ทุกอย่างง่ายเข้า ฟลัคโก้ กล่าว เพราะ เจอกับโปรแกรมการแข่งขันที่อ่อนทำให้ ดอลฟินส์ เปลี่ยนตนเองอย่างรวดเร็วหลังชนะแค่เกมเดียวในปีที่ผ่านมากลับมาชนะถึง 10 กว่านั้นในปีนี้ 2 อินเตอร์เซปต์ของ รีด และจิม ลีออนฮาร์ด กับฟาเบียน วอชิงตัน ทำอีกคนละหนขณะที่ เธอร์เรลล์ ซุคส์ เก็บลูกฟัมเบิลที่ แพทริก ค็อบส์ ทำบอลหลุดในต้นครึ่งหลังบริเวณเส้น 19 หลาในแดน ไมอามี จากนั้นในการบุก 4 ครั้งต่อมา เลอ-รอน แม็คเคลน ก็มาวิ่ง 8 หลาทำทัชดาวน์ช่วยให้ เรเวนส์ นำห่างเป็น 20-3 เพ็นนิงตัน ที่เพิ่งถูกคัดเลือกให้ครองตำแหน่ง Comeback Player of the Year ขว้างลูกให้ปีกรับได้ 23 จาก 36 ครั้งกับระยะ 234 หลา บัลติมอร์ ปล่อยให้เจ้าบ้านวิ่งทำระยะได้แค่ 52 หลาขณะเดียวกันการบุก Wildcat ของ ดอลฟินส์ ทำระยะได้แค่ 7 หลาเท่านั้นเพราะ การบุกที่ไม่ได้เปรียบติดต่อกันจากระยะ 20, 6, 20, 20, 20 และ 2 หลาส่งผลให้ ดอลฟินส์ ถูกบีบจนไปสู่การพลาดในครึ่งแรกพร้อมกับจบลงด้วยการตามหลังอยู่ 3-20 แม้ในครึ่งหลัง ดอลฟินส์ จะเปิดศึกกลางอากาศมากขึ้นก่อนมาทำ ทัชดาวน์ได้แรกใน ควอเตอร์สุดท้าย อย่างไรก็ตาม วิลลิส แม็คกาฮี ก็มาดับฝันเจ้าบ้านด้วยการวิ่งหลุดทะลุ 48 หลาก่อนมาล้มลง ที่หน้าบ้าน ดอลฟินส์ จากนั้น แม็คเคลน ก็มาวิ่งทำทัชดาวน์สุดท้ายย้ำชัยให้ทีมเยือน ฟลัคโก้ ขว้างลูกให้ปีกรับได้ 9 จาก 23 ครั้งกับระยะ 135 หลา Key stat : ดอลฟินส์ ทำสถิติเท่า ไจแอนต์ส ในปีนี้กับการเสีย turnover น้อยสุดของลีกแค่ 13 ครั้งกลายเป็นสถิติ NFL ขณะที่ เรเวนส์ ก็รั้งผู้นำลีกกับการทำให้คู่แข่งเสีย turnover 34 ครั้ง........แต่เกมนี้ทีมรับ เรเวนส์ ทำให้ เพ็นนิงตัน ขว้างพลาดถูกไป 4 อินเตอร์เซปต์กับอีก 2 ฟัมเบิลและกลายเป็น 14 คะแนนให้ทีมเยือน Noteworthy : บัลติมอร์ ชนะมา 10 จาก 12 เกมหลัง......ไมอามี ทำดาวน์ที่ 1 ได้แค่ 5 ครั้งในครึ่งแรก ......เรเวนส์ เสียไปแค่ทัชดาวน์เดียวในการบุกครั้งแรกของ 20 เกมหลังที่ผ่านมา.....นี่ถือเป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์รุกกี้โค้ช NFL ที่โค้ชใหม่ 2 คนโคจรมาเจอกัน อีเกิ้ลส์ 6 10 0 10 26 ไวกิ้งส์ 0 14 0 0 14 ที่ มินเนโซตา : 1 เดือนก่อนหน้า อีเกิ้ลส์ ยังต้องดิ้นรนเพื่อการลุ้นเข้ารอบแต่ ณ เวลานี้พวกเขาผันตนเอง กลายมาเป็นอีก 1 ผู้ท้าชิงเป็นที่เรียบร้อย ไบรอัน เวสต์บรูก รับลูกขว้างสั้นก่อนวิ่งทะลุ 71 หลาทำทัชดาวน์ในควอเตอร์สุดท้ายช่วยให้ อีเกิ้ลส์ บุกไปชนะ ไวกิ้งส์ ถึงถิ่น 26-14 เดินหน้าเข้าไปวัดดวงกับลูกพี่ใหญ่ของกลุ่ม ไจแอนต์ส อีกครั้งในรอบดิวิชั่น เพลย์ ออฟ ถึงตรงนี้โค้ช แอนดี้ รีด ของ อีเกิ้ลส์ พาทีมลงเล่นเพลย์ ออฟ มีสถิติ 9-6 รวมถึงสถิติชนะอย่างน้อย 1 นัดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ในอาทิตย์หน้า อีเกิ้ลส์ จะต้องไปเยือนเพื่อนร่วมกลุ่ม ไจแอนต์ส เป็นหนที่ 2 ขณะที่ แอริโซนา ไปเยือน แคโรไลนา ในวันเสาร์ ควอเตอร์แบ็ก ทราวิส แจ๊คสัน ผู้ซึ่งสูญเสียตำแหน่งมือ 1 ให้กับ กัส ฟรีรอตต์ ไปเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ก่อนแย่งตำแหน่งคืนกลับมาอีกครั้งขว้างลูกให้ปีกรับได้ 15 จาก 35 ครั้งกับระยะ 164 หลา เอเดรียน ปีเตอร์สัน ที่วิ่งทำไป 2 ทัชดาวน์แต่นั้นไม่ช่วยให้ทีมชนะได้ขณะที่ โดโนแวน แม็คนับบ์ ขว้างได้ 23 จาก 34 ครั้งกับระยะ 300 หลาผลแพ้ชนะของเกมนี้ตัดสินกันตรงตำแหน่ง ควอเตอร์แบ็ก ที่ดูเหมือน แม็คนับบ์ จะเหนือกว่า แจ๊คสัน ที่ขว้างพลาดถูก ซามูเอล อินเตอร์เซปต์วิ่งย้อนทำทัชดาวน์ช่วยให้ อีเกิ้ลส์ จบครึ่งแรกด้วยการนำเจ้าบ้านไปก่อน 16-14 มาก ในทางกลับกัน แม็คนับบ์ เองอาจเล่น ไม่สมบูรณ์แบบเพราะเขาเสียฟัมเบิลไปในควอเตอร์ 3 และยังถูกแซ็กจนทำให้พ้นจากระยะการเตะฟิลด์โกล์ของ เดวิด เอเคอร์ส แต่ ไวกิ้งส์ ก็ไม่อาจฉกฉวยโอกาสที่จะพลิกกลับมาทำคะแนนได้ และนั่นคือ เหตุผลทำให้ แม็คนับบ์ พาทีมกลับมาทำคะแนนนำห่างออกไปเรื่อย ๆ หลัง เอเคอร์ส ลงมาเตะฟิลด์โกล์ทำให้ อีเกิ้ลส์ ขึ้นนำไปก่อน 6-0 ปีเตอร์สัน ก็มาวิ่งทำทัชดาวน์แรกในการเล่นเพลย์ ออฟ ของเจ้าตัวช่วยให้ ไวกิ้งส์ ขึ้นมานำเป็นครั้งแรก 7-6 และ ปีเตอร์สัน คนเดิมก็มาวิ่งทำทัชดาวน์ที่ 2 ช่วยให้ ไวกิ้งส์ ไล่มาเป็น 14-16 เมื่อจบครึ่งแรก แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังปรากฏว่า ไวกิ้งส์ ไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ และก็เป็น เดอชอว์น แจ๊คสัน ตัวรับลูกวิ่งย้อนของ อีเกิ้ลส์ ที่สร้างความปวดหัวให้เจ้าบ้านเมื่อเขารับลูกพันต์วิ่งย้อน 62 หลากลับมาทำให้ เอเคอร์ส ลงมาเตะฟิลด์โกล์ก่อนที่ อีเกิ้ลส์ จะชนะไปในที่สุด Key stat : ไวกิ้งส์ ทำดาวน์ที่ 3 ได้ 6 จาก 10 ครั้งในครึ่งแรกก่อนมาเหลือแค่ 2 ครั้งในครึ่งหลัง

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!