วิทยา กล่าวเปิด อภิปรายไม่วางใจรัฐบาล

วิทยา กล่าวเปิด อภิปรายไม่วางใจรัฐบาล
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กล่าวเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และชี้แจงเหตุผลในการยื่นญัตติอภิปรายฯ ที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชนได้ และเป็นใจให้รัฐมนตรีในรัฐบาลคอร์รัปชัน การจัดการเงินการคลังล้มเหลว การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ และ 2 มาตรฐาน ขณะที่เหตุผลในการยื่นถอดถอน นายกรัฐมนตรี เนื่องจาก การบริหารราชการล้มเหลว และไร้ประสิทธิภาพ การเข้าสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไปตามครรลอง แถมยังถือ 2 สัญชาติ นอกจากนี้ ยังใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยการสั่งให้ทหารเข่นฆ่าประชาชน รวมถึง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ พรรคฝ่าค้านได้เสนอให้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไป จากนั้น นายมิ่งขวัญ จึงเริ่มอภิปรายฯ เป็นคนแรก ในประเด็นของการทุจริต คอร์รัปชัน เรื่องราคาน้ำมันปาล์ม การขาดแคลนน้ำมันปาล์ม และราคาน้ำมันดีเซล



โดย นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ที่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยได้เริ่มชี้แจงว่า อยากให้ นายมิ่งขวัญ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นายกรัฐมนตรีนั้น หันกลับไปมองรายได้ที่ได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออก ที่เมื่อตนมาบริหารนั้น สามารถทำรายได้สูงที่สุดในประวัติการณ์ โดยตนอยากให้มองที่จุดนั้นมากกว่าการนำข้อมูลที่บิดเบือนและไม่ครบถ้วน มากล่าวอ้างให้เกิดความสับสน ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงว่า การกู้เงินในรัฐบาลของตนนั้น เพื่อเป็นการนำมาช่วยเหลือคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการสร้างงานและสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจประเทศ ให้สามารถเดินต่อไปได้ และในส่วนของหนี้สาธารณะ ที่ นายมิ่งขวัญ เปรียบเทียบกับสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลนั้น จะเห็นได้ว่า สัดส่วน จีดีพี อยู่ที่ 42.75 % แต่รัฐบาลของตน สามารถบริหารหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 41.94 % ต่อ จีดีพีประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณี ภาษีการนำเข้าบุหรี่ ของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นั้น ไม่อยากให้ นายมิ่งขวัญ จับแพะชนแกะ และอย่านำบุหรี่ ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าปลอดภาษีอากร มาเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าไม่ได้ และขอยืนยันว่า ตนไม่ได้มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่อย่างใด และในส่วนของการบริหารกองทุนน้ำมัน ก็ขอยืนยันว่า ไม่เคยทำให้เกิดการติดลบถึง 9 หมื่นล้าน เหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ในสมัยตนมีการตรึงราคาดีเซล เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ตนจึงลดภาระภาษีของประชาชน และงดการเก็บเงินเข้ากองทุน เมื่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดลง ก็เก็บเงินเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเสถียรภาพ



จากนั้น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยอภิปราย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ด้วยการออกมาตรการน้ำมันปาล์มฝาขวดสีฟ้าและสีชมพู นั้น ออกมาเพื่อสิ่งใด หรือ เพื่อผลประโยชน์ของใคร ซึ่งการผ่านโครงสร้างน้ำมันดีเซล จะผันผวน ภาวะน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้น หากมีการนำกองทุนน้ำมันมาใช้ หมดก็จะกระทบต่อพรรคร่วมด้วย โดยตัวเลขการส่งออกน้ำมันปาล์ม ปี 2550 จำนวน 420,000 ตัน ปี 2551 500,000 ตัน แต่ปี 2554 ไทยขาดแคลนน้ำมันปาล์ม ซึ่งตนก็สังเกตว่า การขาดแคลนเกิดจากการทุจริต ขณะที่ น้ำมันนำเข้ากว่า 60,000 ตันนั้น ข้อเท็จจริงควรผลิตได้ 50 ล้านขวด แต่ก็ผลิตได้แค่ 44 ล้านขวด ซึ่งอีก 6 ล้านขวดนั้น หายไปที่ใด ขณะที่ รัฐบาล บริหารงานไม่เป็น หรือ ปล้นประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาล บริหารจัดการด้านพลังงานล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำเหตุใดนั้น ตนขอถามว่า เหตุการณ์ทุจริตนำข้าวในสต๊อก ออกขาย ระหว่างที่ข้าวชาวนากำลังจะติดแล้วทำให้ข้าวหอมชาวนาราคาตกต่ำ และการระบายข้าวในสต๊อก ก็มีการทุจริต ซึ่งถือเป็นเรื่องอัปยศในการค้าข้าว อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี ต้องเรียนรู้อีกมาก


นายมิ่งขวัญ ยังคงเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลถึง สถานการณ์ข้าวยากหมากแพง ที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน และระบบเศรษฐกิจ จนมาถึงในส่วนของนโยบายประกันราคาข้าว ที่มีจุดอ่อน ทำให้ ราคาข้าวตกต่ำและส่งผลให้พ่อค้าคนกลาง มีบทบาทในการกดราคาข้าวชาวนา และรัฐบาลนี้ ยังเป็นรัฐบาลที่ไม่ข้าวในสต๊อกและทำให้เกิดการรวมตัวกันของชาวนาทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับการประกันราคาข้าว

ทั้งนี้ นายมิ่งขวัญ ยังกล่าวถึงในส่วนกรณีของการนำเข้าบุหรี่ ของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ประเทศไทย) เมื่อเดือนกันยายน 2552 สมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ เก็บรวบรวมภาษีบุหรี่ ทำให้รัฐสูญเสียภาษีอากร เกือบ 7 หมื่นล้านบาท และเป็นที่น่าสงสัยว่า นายอภิสิทธิ์ มีส่วนได้เสียในภาษีการนำเข้าบุหรี่ หรือไม่



นายมิ่งขวัญ ยังกล่าวอภิปราย ไม่ไว้วางใจการประชุมบริหารงานของรัฐบาลว่า ทำให้เกิดหนี้อย่างมหาศาล โดยถือว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งงบประมาณประจำปีสูงสุดในประวัติศาสตร์ คือ 2.07 ล้านล้านบาท และตั้งงบขาดดุลกว่า 4.2 แสนล้านบาท กว่าร้อยละ 80 เป็น รายจ่ายประจำปี เพียงร้อยละ 16 เท่านั้น ที่เป็นเงินลงทุน ทั้งนี้รัฐบาลสร้างหนี้โดยการกู้เงินชดเชย จากการขาดดุลประมาณ ซึ่งขณะนี้มีการสร้างหนี้ถึง 1.49 ล้านล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมา ขณะที่ พ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลจัดทำขึ้น เป็นหนี้นอกระบบเพิ่มเติมเป็นงบประมาณนอกระบบเกิดการทุจริตอย่างกว้างขวางที่คณะกรรมการ ไม่สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณเพิ่มเติม โดยการกู้เงินวงเงินงบประมาณประจำปี ซึ่งผิดวินัยทางการเงิน หรือ เป็นนิติกรรมอำพราง อย่างไรก็ตาม ส่งผลให้ปี 2555 คนไทย จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยในการชำระหนี้โดยไม่รวมเงินต้นกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันเห็นว่า หมดเวลาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะบริหารประเทศต่อไป ส่วนในขณะนี้ นายกรัฐมนตรี กำลังทำการชี้แจงต่อกรณีการอภิปราย