การเดินเดี่ยวสุดมั่นใจ Mike D.Angelo

การเดินเดี่ยวสุดมั่นใจ Mike D.Angelo
+++  เนื้อหาที่ไม่มีผู้สนับสนุน  +++

สนับสนุนเนื้อหา

ปล่อยให้พี่ชาย กอล์ฟ พิชญะ โฉบเฉี่ยวมาเป็นศิลปินเดี่ยวชิมลางไปก่อนสักพักหนึ่ง ซึ่ง ณ ช่วงเวลานี้ ก็เป็นทีของศิลปินหนุ่มหล่อ ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล บ้างที่จะนำเสนอไอเดีย-ความชอบ ที่มีพลังอยู่ล้นเปี่ยมในแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์-ฮิพฮอพ พร้อมกับเรื่องราวความเป็นดูโอที่วันนี้ ทั้งไมค์และพี่ชายได้ละทิ้งแยกทางจากกันอย่างชัดเจน เบื้องลึก-เบื้องหลังถูกวิเคราะห์ไปในทิศทางต่างๆ โดย “ไมค์” น่าจะเป็นคนบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีที่สุด !!!



เปลี่ยนชื่อใหม่อินเตอร์ Mike D.Angelo
...จริงๆ ศิลปินทั่วโลกจะไม่ใช้ชื่อจริงกันนะครับ ไมค์ก็เลยคิดว่าน่าจะมีสักชื่อหนึ่งที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง ไหนๆ ที่ไมค์ก็แยกออกมาแล้ว เราก็น่าจะมีอะไรที่เป็นจุดยืนของเรา จริงๆ ตั้งแต่ไมค์เกิดชื่อของไมค์ก็คือตั้งตาม Michael Angelo ธุรกิจกระเป๋าของคุณพ่อพอดี ก็เลยคิดว่า...ตั้งชื่อตามอันนี้ดีกว่า !!! แต่ก็ไม่ได้คัดชื่อมาทั้งหมด เปลี่ยนเป็น Mike D.Angelo แทน

คนยังติดชื่อว่า...Gofe Mike เยอะไหม ?
....ยึดติดค่อนข้างเยอะครับ ตอนทำงานเมื่อตะกี้ยังมีคนเรียกไมค์ว่า...กอล์ฟ อยู่เลยครับ (หัวเราะ) ไมค์ก็แบบโอเค.เป็นกอล์ฟก็ได้ คือบางครั้งมันก็ขี้เกียจจะทัก มันทักจนไม่รู้จะทักยังไงแล้ว ก็ปล่อยให้เขาคิดไปอย่างนั้นแล้วกัน

เป็นยังไรบ้าง ฉีกแนวจากแนวเพลงป๊อป มาในลุกส์ใหม่ แนวอิเล็กทรอนิกส์-ฮิพฮอพ ?
....ก็ดีครับถือว่าประสบความสำเร็จในจุดหนึ่งๆ จากที่ไมค์คาดการณ์ไว้ก็ประมาณ 85% เพราะจริงๆ ตอนแรกคาดไว้มากกว่านี้หน่อย แต่ว่าด้วยตัวของไทมิ่งและมาร์เก็ตติ้ง มันต้องใช้เวลามากกว่านี้อีกนิดนึง อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ซึ่งตอนแรกไมค์คิดว่า... 2-3 อาทิตย์ก็น่าจะเวิร์กได้แล้ว มันก็คลาดเคลื่อนไปนิดหน่อยซึ่งก็ไม่เป็นไรตรงนี้ ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม ผลลัพธ์เหล่านี้ไมค์แพลนไว้ตั้งแต่ก่อนตัวเพลงซิงเกิลและเอ็มวีจะออก ในเพลง AYO เพลงตัวแรกวางแพลนไว้แล้วว่า...ฟีดแบ็ก จะต้องฟังยาก แปลกใหม่แล้วเป็นอะไรที่ยังไม่มีในเมืองไทย ท่อนฮุกต้องเป็นท่อนที่จำที่สุดของเพลงนี้และร้องง่ายที่สุด เพราะว่าก่อนที่เพลงนี้จะออกไมค์ได้ไปเซอร์เวย์ด้วยตัวเองมาแล้วไม่ว่าจะรุ่นกลุ่มไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น รุ่นไมค์ วัยมหาวิทยาลัยแล้วก็ผู้ใหญ่ อย่างแม่ไมค์ฟังครั้งเดียว ตอนร้องท่อนฮุกได้ โอเค.เราประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งมันก็ออกมาในแนวทางที่เรารีเสิร์ชเอาไว้กับทีมไมค์นะครับ

คนหลายคน ไม่ค่อยรู้มาก่อนว่า...ไมค์ชอบเพลงสไตล์นี้ ?
....จริงๆ เพิ่งมาเริ่มเมื่อปีที่แล้วครับ ปกติไมค์เป็นคนชอบเพลงร็อกแต่ด้วยตัวชิ้นงานที่เราต้องทำ คงไม่เคยเห็นคนวงร็อกมานั่งเต้น ซึ่งการเต้นเป็นสิ่งที่ไมค์ชอบ ก็เลยคิดว่าไปทางแนวฮิพฮอพน่าจะดีกว่า ก็ได้โอกาสแร็พอยู่ประมาณนึง คือ ชอบแนวเพลงนี้อยู่แล้ว ด้วยมันฟีลดี จริงๆ ไมค์คิดว่าไมค์ไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ แต่ต้องขอดึงตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะว่าเดี๋ยวอีกหน่อยจะไม่มีอะไรขายถ้าโตเร็วไปจะพัฒนาเร็วเกินไป ซึ่งพอไมค์อายุ 25 ปี เราคงได้เก่งกว่านี้อีกเยอะมากๆ มันอาจจะล้ำไปนิดนึง เราต้องดึงตัวเองเอาไว้ความจริงอยากจะเป็นฮิพฮอพมากกว่านี้ก็ได้ แต่ไมค์พยายามดึงให้มันเป็นเอเชียขึ้นและยังเป็นป๊อปที่ยังเต้นอยู่

ตอนเดินเข้าไปปรึกษาผู้ใหญ่ทางแกรมมี่ บอกว่า...จะเปลี่ยนสไตล์เพลง เป็นอย่างไรบ้าง ?
....คือ ก็ไม่แปลกนะ เพราะว่า ไมค์ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ จนสไตล์มันก็ใกล้เคียงกับตรงนี้มาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะเปลี่ยนมันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับพวกเขาแต่อาจจะแปลกใหม่สำหรับคนอื่น เพราะคนอื่นจะไม่ได้เจาะจงถึงรายละเอียดของผลงานของเราขนาดนั้น เขาอาจจะไม่เคยเห็นเพอร์ฟอร์แมนของเรา คอนเสิร์ตของเรา แต่จริงๆ ไมค์เป็นสไตล์นี้มานานแล้ว โดยตัวไมค์ก็เคยไปโชว์ตามที่ต่างๆ การแสดงเยอะกว่าเอ็มวีเพลง AYO ตัวนี้ด้วยซ้ำ เป็นอะไรที่ไมค์ทำอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว

แต่งเพลงในบอกเล่าถึงสังคมด้วย ?
....ซึ่งจริงๆ ไมค์เขียนเกี่ยวกับชีวิตของไมค์ที่ไมค์ได้เดินทางมาถึงจุดๆ นี้ครับ ก็เป็นเกี่ยวกับชีวิตไมค์หมดเลยในเพลงทุกๆ เพลง ไมค์จะพูดเรื่องความจริงใจของคนทุกคนด้วย ที่ไมค์เห็นในตัวคนรอบข้างบางคน และไมค์ก็ชอบเห็นมากเลยที่เขาเยินยอกันว่าดีนักดีหนา แต่ลับหลังคือ แย่สุดๆ อย่างที่บอกมันก็ยังคงมีประเภทนี้อยู่ ซึ่งก็เห็นอยู่กับคนรอบข้างที่เขาเรียกว่า...ที่เราไม่นึกด้วยซ้ำว่าเขาจะนินทา หรือว่าด่าเราลับหลัง แต่เขากลับด่าเรา และเอาเครดิตของเราไปใช้อย่างเช่น เป็นเพื่อนไมค์นะ ไมค์อย่างโน่นอย่างนี้ จบ คนฟังก็เชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง สิ่งที่มองด้วยตา แต่ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่เชื่อไปแล้ว ซึ่งไมค์เฉยๆ ไปแล้วครับ เอามาเขียนเป็นเพลงครับ ให้กับคนเหล่านี้ หรือว่าจริงๆ ผมไม่พูดแต่ผมก็รู้ว่า... คุณทำอะไรผมอยู่

การเป็นศิลปิน Gofe Mike มาก่อน กระแสความนิยมมันมีมาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มาเริ่มต้นใหม่ มีความรู้สึกอย่างไร ?
.....ไมค์มองว่า...มันคือ เฟด 2 ของความเป็นไอดอลครับ คือ ตอนแรกมันเป็นเฟด 1 ของพวกเรา เป็นกอล์ฟ–ไมค์อย่างนี้ เราได้ดังมาตั้งแต่แรก จนเรามาถึงปลายๆ ของเฟด 1 ตอนที่มันมีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมา มาแชร์มาร์เก็ตไป ตอนแรกมีแค่กอล์ฟ–ไมค์ แต่ตอนนี้มีเกลื่อนๆ เรื่อยๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทำให้ภาพตรงความเป็นกอล์ฟไมค์ตรงนั้นมันค่อยๆ เฟด ค่อยๆ เฟด ซึ่งถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เรายังออกเป็นกอล์ฟไมค์อยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง วันหนึ่งเราจะต้องตกแน่นอน เราจึงคิดมีเฟด 2 ขึ้นมา คือ การแยกกันทำ เพื่อให้ภาพลักษณ์ของเราชัดเจนมากยิ่งขึ้น คาแรกเตอร์ของแต่ละคนชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งตรงจุดนี้ค่อนข้างยาก ถ้าดีก็ดีไปเลย ถ้าพังคุณก็ตกไปเลย ตอนนี้ถือว่าดี เหมือนเครื่องบินที่กำลังจะบินขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นดีของเฟด 2 เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกในวงการเพลงป๊อปที่ศิลปินไทยมีเฟด 2 อย่างนี้ เพราะคนอื่นๆ ไม่มี แยกไป และกลับมาอีก

ความชอบเริ่มแตกต่างกัน ?
....ตั้งแต่เข้าในวงการมาแล้ว ไมค์ก็ไม่ชอบร้องเพลง ไมค์ชอบเต้น ก็ทำไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จุดมุ่งหมายของชีวิตตัวเองด้วยซ้ำว่า...เราต้องการอะไรกันแน่ แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราก็พบแล้วว่า...จริงๆ เรารักตรงนี้ เราชอบร้องเพลง เราชอบเต้น เราชอบเพอร์ฟอร์ม ชอบเอนเทอร์เทน ก็เลยเริ่มมีความชอบของตัวเองเกิดขึ้น และโตขึ้นก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้น ก็เลยเลือกที่จะเลือกทำในสิ่งที่เราชอบขึ้นมา มันก็เลยเกิดเรื่องที่ว่าเราต้องแยกเป็นโซโลเดี่ยว

...การรวมเป็นกอล์ฟ–ไมค์ 4 ปีที่ผ่านมา จริงๆ มันก็สนุกดีนะครับ แต่มันก็เครียดสำหรับผมมากๆ เพราะการทำดูโอ ต้องมีคนใดคนหนึ่งต้องด้อยกว่าอยู่แล้ว และคนใดคนหนึ่งที่ทำงานมากกว่า แต่คนที่ด้อยกว่าคงจะเรียกว่าเป็นไมค์แล้วกัน เพราะเวลาขึ้นเวทีไปไมค์จะนอยด์ตลอดว่า...เสียงกรี๊ดเยอะกว่าอีกแล้ว โอ้ย !!! ไม่ไหวแล้ว นอยซ์ เต้นไม่ออก ร้องไม่มีฟีลแบบ กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มีเซลล์คนฟิเดน ใน 10 ปีที่ผ่านมามากกว่า เพราะเริ่มตั้งแต่ตอนจีจูเนียร์แล้ว ตอนนั้นเราก็ยังเด็กไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ดูดีมีอะไรกับคนอื่นๆ เขามากมาย ซึ่งเวลาไปไหน กอล์ฟ–ไมค์ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีใครรู้ว่าคนไหนกอล์ฟ คนไหนไมค์ใช่ไหมครับ ??? ไมค์ก็ยิ่งนอยด์เข้าไปใหญ่ อืมม์ สงสัยเราคงจะไม่ดัง เราเป็นตัวแถมในการเป็นดูโอครั้งนี้

หลายคนมองว่า...ที่แยกการทำงานแบบดูโอ เพราะทะเลาะกัน ?
....เรื่องทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดาครับตามประสาพี่น้อง ซึ่งกอล์ฟ–ไมค์ต่างจากวงดูโออื่นๆ คือ เป็นพี่น้องกัน คือ พี่น้องกันอย่างไรก็ไม่มีทางแยกกันด้วยเรื่องเหตุผลเท่านี้ อีกอย่างหนึ่งเรามีเรื่องของคอนแทกสัญญากับทางบริษัทอยู่ ถึงทะเลาะกันให้ตาย ต่อยกันให้ตาย เราก็ไม่มีทางแยกกันได้ นอกจากบริษัทจะอนุญาตให้แยก เป็นเรื่องปกติในการทำงานอยู่แล้ว ที่จะต้องมีข้อขัดแย้ง มีไอเดียไม่ตรงกันหลายๆ อย่างแน่นอน พอเราโตๆ กันแล้ว มันก็กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่แบบเราไม่ได้สนใจตรงนั้น
ส่วนเรื่องน้อยใจเรื่องงาน ??? เมื่อ 2 ปีก่อนมีครับ เพราะว่า...เมื่อก่อนไมค์ก็ไม่มีเพื่อน คือ เรียกได้ว่า ถ้าไมค์ไม่มีงาน ไมค์ก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว เพราะไมค์ทิ้งทุกอย่างตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทิ้งทุกอย่างมาเพื่องานนี้ ทั้งที่ตอนแรกไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรรองรับ แต่ทิ้งหมดแล้ว การใช้ชีวิตคือการเลือกอย่างหนึ่ง คุณเลือกเส้นทางของคุณ คุณเดินเส้นทางนั้น ผมเลือกแล้ว ก็ต้องมีบ้าง อาจจะรู้สึกแบบว่า อยากย้อนกลับไป หรือน้อยใจ หรือว่า อะไรต่างๆ นานา เกิดขึ้นได้ ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะเลิกจากวงการนี้ คือ ด้วยความที่เราเป็นเด็กเราไม่แข็งแรงพอจะสู่โลกภายนอก ไม่พร้อมจะบิน เจออะไรที่ร้ายแรง น่ากลัว ต่างๆ นานา หลายประเภท มันก็รับไม่ไหว แต่ ณ ปัจจุบันไม่มีอย่างนั้นอีกแล้วครับ