คุยกับ นรเทพ มาแสง ในช่วงเวลาที่หายไปและการเดินทางต่อของพอส

คุยกับ นรเทพ มาแสง ในช่วงเวลาที่หายไปและการเดินทางต่อของพอส
S! Music (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากที่หายไปนานเป็นทศวรรษการกลับมาอีกครั้งของวงพอส พร้อมกับเพลง “รักอยู่รอบกาย” ที่มีเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ “โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์” ที่ถูกบันทึกเอาไว้ก่อนที่จะสิ้นใจ ในสังกัดใหม่อย่าง ME Records ทำให้แฟนเพลงหายคิดถึงกันไปแล้ว เราก็เลยมาชวนพี่นอ-นรเทพ มาแสงหัวเรือใหญ่ของพอส มาพูดคุยกันถึงการเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขา

“จริงๆ เราก็แยกย้ายกันไปในทางของตัวเอง อย่างพี่บอส (นิรุจ เดชบุญ) ก็ไปเป็นครู แล้วก็มีผลงานในวงการอยู่บ้างเช่นไปช่วยบันทึกเสียง หรือเล่น Backup ให้กับวงเพื่อนๆ กันอย่าง Friday ส่วนพี่เอ (พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ) ก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะแกเองก็ไปเป็นโปรดิวซ์ให้กับวงสิบล้อ หลังจากนั้นก็ไปเป็นสมาชิกอยู่กับเขา ตัวพี่เองก็ไปทำอยู่กับ Crescendo ก็น่าจะเห็นหน้าเห็นตากันบ่อยที่สุด” พี่นอ พูดถึงวงพอสหลังจากที่หายไปนานก่อนทีี่จะมารวมกันทำเพลงพิเศษอย่างความ “รักอยู่รอบกาย”


“เพลง รักอยู่รอบกาย เราตั้งใจทำมันขึ้นมาเพื่อเป็นของขวัญของแฟนเพลง เพราะมันครบรอบ 20 ปีของวง ซึ่งตอนแรกจะทำเป็นวงแคบๆ ด้วยซ้ำไป และไม่ได้เอาไปเล่นที่ไหนด้วยเพราะมันเป็นเสียงของโจ้ เราไม่ต้องการให้มีใครมาร้องทับ และพอไปเล่นที่ไหนก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงด้วยนะทุกคนก็มีความสุขที่ได้ฟังเพลงเก่าๆ กัน พวกเราเลยไม่รู้ว่าฟีตแบ็คมันดีหรือเปล่า”

 

หลังจากที่มีภาพของนักร้องนำคนใหม่อย่าง “เฟ้นท์ - ประภาพ ตันเจริญ” เข้ามาอยู่ในวงแล้วทำให้เกิดกระแสในโซเชียลมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียงร้อง บุคลิก ท่าทาง รวมไปถึงหน้าตาเราเลยถามพี่นอ ถึงการตัดสินใจเลือกเฟ้นท์เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของวง




“การตัดสินใจเลือกเฟ้นท์เข้ามาอยู่ในวงไม่ยากเพราะตอนนั้นเราพอมีตัวเลือกกันอยู่ประมาณ 3 คน ผมก็หามา ต่างคนก็ต่างหามา เพื่อที่จะมาร้องกับพอสต่อ แล้วก็มาลองดูฟีตแบ็ค ลองดูเสียงเชียร์ของคนรอบข้าง เราดูหลายอย่าง ดูนิสัยการทำงาน ดู Performance หน้าเวทีด้วยว่าเป็นยังไง แล้วความเป็นพอสเราสามคนก็รู้อยู่ในใจกันแล้ว”


“ทุกคนรู้ว่ามันจะเป็นประมาณไหน และคนที่เคยมาร้องกับเราก็มีหลายคน ทั้งคุณเอ๊ะ-จิรากร, คุณเก้ง-Crescendo, คุณคิว-ฟลัวร์, คุณมาเรียม แล้วเราก็มาดูว่าอันไหนใกล้เคียงกับการไปในทิศทางเดิม เพลงของพอสฟีลลิ่งมันเป็นแบบนี้ ฟีลลิ่งบนเวทีมันเป็นแบบนี้ ก็ไม่อยากให้ฉีกไปจากเดิมไปมาก เพราะบรรยากาศเก่าๆ น่าจะยังหลงเหลืออยู่ และลักษณะเนเจอร์และอินเนอร์ของเฟ้นท์ เขาใกล้เคียงกับของเก่ามากที่สุด กับเพลงที่เป็นพอสแบบเก่าเพราะการเปลี่ยนนักร้องมันต้องมีการคิดถึงเรื่องเคมีในวงด้วย พอดูโดยรวมแล้วมันก็ต้องเป็นเฟ้นท์เนี่ยแหละในสายตาของเรา”

 

แล้วในเรื่องที่มีคนแซวว่าเฟ้นท์เหมือนพี่โจ้มากหละ พี่นอว่ายังไงบ้าง?


“จะบอกว่าเหมือนไหม? คือเขาก็เหมือนนะ แต่ถ้าเขาเหมือนอย่างเดียวแล้วร้องไม่ได้ เราก็ไม่เอา หรือถ้าเค้า Perform ไม่ได้ ดูแล้วเป็นคนไม่มีเสน่ห์ ไม่สามารถยืนอยู่ข้างหน้าเราได้ คือเอาง่ายๆ ถ้าร้องไม่ได้เราก็ไม่เอา แต่ถ้าจะเอาเรื่องเหมือน ก็เป็นเรื่องที่เป็นคนจีนเหมือนกันมากกว่า (หัวเราะ)”

อย่างนี้แปลว่าเราจะได้ฟังเพลงใหม่ของพอสที่เป็นเสียงของเฟ้นท์กันแล้วใช่มั้ย?


“ส่วนตัวของผมเองไม่ได้ให้น้ำหนักกับเพลงใหม่เท่าไหร่เพราะวงเราก็อายุมากแล้ว ไปไหนมาไหนก็เล่นเพลงเก่าๆ กัน แถมยุคสมัยนี้คนก็ไม่ค่อยฟังเพลงใหม่ แต่เราก็อยากให้เฟ้นท์มีเพลงที่จะเดินทางไปกับเขา ของมันเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ซึ่งบางทีเฟ้นท์อาจจะต้องมีเพลงของเขาเพื่อที่จะติดตัวเอาไว้ดำเนินชีวิตต่อไป เพราะเพลงที่ผ่านมาก็เป็นเพลงที่พี่โจ้เขาร้องทิ้งไว้ ซึ่งมันคงเป็นเรื่องที่ต้องทำแต่ผมว่ามันก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่เขาดีกว่าครับ”

พูดคุยกันมาเยอะแล้ว อยากให้พี่นอฝากถึงแฟนเพลงวงพอสให้หายคิดถึงหน่อยครับ


“เราก็ไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกัน หายไปเลยซักพักหนึ่ง เพราะต่างคนก็ต่างไปดำเนินชีวิตของตัวเอง ต่างคนก็ต่างมีเส้นทางของตัวเอง พอสก็เหมือนเป็นงานเลี้ยงรุ่นที่เรากลับมาเจอกัน เล่นดนตรีด้วยกัน และพอไหนๆ เรามาเล่นดนตรีด้วยกันแล้วมันก็เลย เลยเถิดมาจนถึงตรงนี้ เพราะมีหลายๆ คนที่เชียร์ หลายๆคนที่ให้การสนับสนุน และก็อยากบอกแฟนๆ วงพอสว่า ยินดีและอยากเจอทุกคนที่เคยได้พบเจอกัน หลายๆ คนก็หายหน้าหายตาไป บางคนรูปร่างเปลี่ยน บางคนก็หน้าตาเปลี่ยนไปบ้าง ใครเจอกันก็มาทักทายกันได้ตามคอนเสิร์ตนะครับ ถ้าท้าวความหลังกันแล้วผมว่าน่าจะจำกันได้อยู่นะ”

Story : Patzh Eaimtrakul

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Me Records