รีวิว “หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ” บทบันทึกวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย

รีวิว “หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ” บทบันทึกวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัย

 

 

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2550 ภาพยนตร์ "หอแต๋วแตก" ภาคแรกเป็นผลงานการกำกับของ พจน์ อานนท์ (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น พชร์ อานนท์ เรียบร้อยแล้ว) ที่บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มกะเทยอย่าง เจ๊แต๋ว (จตุรงค์ พลบูรณ์), เจ๊การ์ตูน (ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์) และเจ๊มดดำ (เอกชัย ศรีวิชัย) ที่ร่วมลงขันเปิดหอพักชาย แต่ไม่นานนักก็เกิดมีคนเสียชีวิตในหอจนกลายเป็นผีออกอาละวาด จนบรรดาสามเทยต้องหาวิธีการปราบผีแพนเค้ก

จากเหตุการณ์ในหนังภาคแรกจนกระทั่งถึงหนังภาคที่ 6 ของแฟรนไชส์หอแต๋วแตก สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และหาตัวจับยากก็คือ การสร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครที่โดดเด่น แม้ว่าพวกเขาจะพูดจาหยาบคายและปล่อยสารพัดสัตว์เลื้อยคลานออกมายั้วเยี้ยเต็มหน้าจอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจังหวะเหล่านี้ ได้กลายเป็นภาพจำของหนังชุดนี้

 

 

เมื่อมองย้อนไปตลอดทั้ง 6 ภาคที่ผ่านมาของ หอแต๋วแตก เราจะพบว่าหนังมีพล็อตเรื่องอันแสนเบาบาง โครงสร้างหลักๆ ของหนังแทบทุกภาคคือการวิ่งหนีผี ราวกับเป็นหนังในตระกูลเดียวกับบ้านผีปอบ เพียงแค่เปลี่ยนตัวละครหลักให้กลายเป็นกลุ่มกะเทย แวะโยนมุกตลกโปกฮาใส่กันโดยไม่สนใจเลยว่าบรรดาฉากต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นในหนังนั้นจะช่วย “เล่า” เรื่องราวให้เคลื่อนไปข้างหน้า หรือเป็นแค่เพียงฉากตลกหน้าม่านที่ใส่เข้ามาเพื่อหวังผลลัพธ์แค่จะสร้างเสียงหัวเราะ

ถึงพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรเลยในแทบทุกภาคของแฟรนไชส์ชุดนี้ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “หอแต๋วแตก” คือหนังจดหมายเหตุที่หยิบเอาวัฒนธรรมป๊อป ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่หนังออกฉายได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบบรรดาวิดีโอคลิปที่ได้รับการแชร์อย่างถล่มทลาย เอามาพูดถึงหรือล้อเลียนในหนัง การหยิบเอาเพลงของ จินตหรา พูนลาภ อย่างเพลง "เต่างอย" มาใช้เป็นเพลงธีมหลักของหนังภาคนี้ ยังไม่รวมไปถึงการแวะแซวบรรดาเซเล็บคนดังที่มีข่าวคราวในวงการบันเทิง อาทิ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, คุณแพร วาทานิกา, ดีไซเนอร์อย่าง พี่หมู Asava, คุณโจ้เซอร์เฟส ภาพยนตร์ที่อยู่ในกระแส อาทิ นาคี 2 หรือกระทั่ง Fantastic Beasts ก็ไม่ได้รับการละเว้นเช่นกัน

 

 

แม้ว่าเส้นเรื่องหลักของหนังภาคนี้คือการที่บรรดาตัวละครทั้งหลายได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานปาร์ตี้ แจกคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีอินเดีย ซึ่งพวกเขาจะต้องทำตามกฎที่ว่า ใครสามารถแต่งตัวเป็นคนอินเดียได้เหมือนมากที่สุดก็จะได้รับมรดกดังกล่าวไป แน่นอนว่าพวกเหล่ากะเทยมาถึงคฤหาสน์แห่งนี้ก็เพิ่งเข้าใจว่า มันเป็นหลุมพรางที่บรรดาผีเศรษฐีอินเดียหลอกเอาบรรดาคนโลภมาฆ่า! หนังภาคนี้ยังใส่ข้อแม้มาให้ตัวละครอย่าง แพนเค้ก (โก๊ะตี๋) ไม่สามารถใช้อำนาจวิเศษได้ เพราะนางกำลังจะได้รับโอกาสไปเกิดใหม่ นั่นทำให้การเผชิญหน้าของแก๊งกะเทยลำบากกว่าที่เคย

อย่างไรก็ตามกว่าที่หนังจะเล่าเรื่องราวมาถึงเส้นเรื่องหลัก “แหกต่อไม่รอแล้วนะ” ก็มัวแต่แวะไปเล่าเรื่องราวนอกประเด็นเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม จนเราอาจจะเรียกได้ว่านั่นคือส่วนเกินของหนัง (และในขณะเดียวกันส่วนดังกล่าวก็จัดได้ว่าเป็นความบ้าบอคอแตก แบบที่คนดูอยากจะเห็นจากแฟรนไชส์นี้เช่นกัน) ดังนั้นเมื่อเราสามารถรับสภาพของความตั้งใจ “นอกเรื่อง” ของหนังได้แล้ว เราก็จะไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เลวร้ายแต่อย่างใด

 

 

ทั้งหมดทั้งมวลสิ่งที่น่าจะเป็นบทสรุปของหนังภาคนี้ คือการที่ตัวละครทั้งหลายแวะมาอำลาอาลัยการไปเกิดใหม่ของ “แพนเค้ก” ก็นับได้ว่ามันเป็นฉากในความทรงจำที่น่าสนใจ และพิสูจน์ให้คนดูได้เห็นว่า บรรดาตัวละครเหล่านี้ได้สร้างความผูกพันกับคนดูมาเป็นเวลาร่วม 10 กว่าปี จนเราอาจจะกล่าวได้ว่า ถึงแม้ว่าแฟรนไชส์หอแต๋วแตก ห่างไกลจากความเป็นหนังที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน หนังชุดนี้ได้ผลิตไอคอนตัวละครที่ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยควรบันทึกเอาไว้ว่า มีตัวละครที่น่าจดจำหลายตัวเรื่องหนึ่งตลอดกาลเลยก็ว่าได้

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่