รีวิว Mamma Mia Here We Go Again : สายใยรักจากแม่สู่ลูก

รีวิว Mamma Mia Here We Go Again : สายใยรักจากแม่สู่ลูก

 

 

สิบกว่าปีที่แล้วการหยิบเอาบรอดเวย์มิวสิคัลเรื่องดังอย่าง Mamma Mia มาดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์เพลง ก็ถือเป็นความหาญกล้าและท้าทายไม่น้อย แต่วัตถุดิบที่อยู่ในเวอร์ชั่นละครเวทีนั้นเป็นรูปแบบ Jukebox Musical ที่รวมบทเพลงยอดฮิตของวง ABBA มาเป็นคำร้อง ซึ่งไพเราะและเป็นเพลงที่คึกคัก ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็เรียกว่าประสบความสำเร็จและน่าประทับใจ แม้นักวิจารณ์และคนดูจะรู้สึกว่า หนังภาคแรกนั้นมีลักษณะแบ ฉากต่อฉากจนเป็นเหมือนมิวสิควิดีโอขนาดยาวที่ถูกแปะกาวเชื่อมต่อกัน เพียงแต่บรรดานักแสดงชื่อดังในหนังเรื่องนี้ ต่างทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยมและช่วยกันโอบอุ้มหนังทั้งเรื่องเอาไว้ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าในตัวบทดั้งเดิม (บทละครเพลง) ก็ได้วางรากฐานของหนังที่ดีเอาไว้อยู่แล้ว การหยิบเอามาดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ไหลลื่นและดูสนุกนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเกินเอื้อม

 

 

สิ่งที่ท้าทายกว่าคือการที่ Mamma Mia ตัดสินใจสร้างภาคต่อในชื่อ Mamma Mia Here We Go Again และเลือกที่จะวางตัวเองให้เป็นทั้ง ภาคก่อน (Prequel) และภาคต่อ (Sequel) ไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งพาเราไปทำความรู้จักกับดอนน่า (ลิลลี่ เจมส์) ในช่วงเวลาที่เธอเพิ่งจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ทำไมเธอถึงตัดสินใจออกเดินทางไปเผชิญโลกกว้าง และตัดสินใจปักหลักใช้ชีวิตอยู่เกาะคาโลไครีในกรีก ทั้งที่สาวสวยอนาคตไกลอย่างเธอ น่าจะมีชีวิตที่หรูหราสุขสบายได้ไม่ยากแต่เธอกลับเลือกชีวิตที่ต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง ตัดสลับกับเหตุการณ์ในปัจจุบันที่โซฟี (อแมนด้า ไซฟรี๊ด) ได้พยายามอุทิศตัวเพื่อทำความฝันของดอนน่า ผู้เป็นแม่ให้เป็นจริงด้วยการปรับปรุงโรงแรม ให้เป็นโฮเตล เบลลา ดอนน่า แต่เธอก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งเรื่องชีวิตคู่ และมรสุมลูกใหญ่ที่อาจจะทำให้งานเปิดตัวโรงแรมพังพินาศในพริบตา

 

มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่องราว

 

 

ช่วงเวลาสำคัญของภาค Here We Go Again คือช่วงเวลาที่เราได้เห็นแง่มุมอันเปราะบางของดอนน่า ในช่วงที่เธอใจสลายจากคนรักและค้นพบว่าตัวเธอเองตั้งท้อง เธอจึงต้องพยายามเข้มแข็ง อดทนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเตรียมพร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลก ซึ่งฉากดังกล่าวมาพร้อมกับบทเพลง My Love, My Life ที่สอดรับกับช่วงเวลาในปัจจุบันที่โซฟีได้พาเธอลูกสาวของเธอเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีศีลจุ่ม ฉากดังกล่าวนอกจากจะสะเทือนอารมณ์แล้ว มันยังมอบความหมายที่ล้ำค่าของคนเป็นแม่ ว่าต้องอดทน และทำทุกอย่างเพื่อลูกน้อยของตัวเองอย่างไรบ้าง แถมยังเป็นฉากเชิงอุปมาที่ ดอนน่า (เมอร์รีล สตรีฟ) มายืนมองลูกสาวของตัวเองอย่างโซฟีที่กำลังจะเป็นแม่คน เธอยิ้มให้กับโซฟีด้วยความภาคภูมิใจ ในขณะที่โซฟีก็รู้สึกว่าดอนน่า แม่ของเธอมายืนให้กำลังใจเธออยู่ไม่ห่าง (ทั้งที่จริงเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว) แม้ว่ามันจะเป็นเหมือนกับฉากใน “จินตนาการ” ก็ตาม แต่ฉากนี้เหมือนกับว่า ดอนน่านั้นได้ทำหน้าที่ของ “ผู้เป็นแม่” อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว การที่เธอเดินออกจากโบสถ์ไปด้วยรอยยิ้ม จึงเปรียบเสมือนการบอกลาลูกสาวของเธออย่างเป็นทางการและหมดห่วง

 

 

ความรักของดอนน่า จึงเปรียบเสมือนความรักที่เธอสั่งสมมาตั้งแต่เธอเป็นวัยรุ่น เลี้ยงดูลูกสาวอย่างโซฟีให้เติบใหญ่ แม้ว่าเธอจะไม่เคยรู้สึกเลยว่าเธอขาดพ่อไปในชีวิต เธอสามารถเติมเต็มตัวเองในฐานะผู้หญิงที่กำลังจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ (แบบในหนังภาคแรก) และกลายเป็นแม่คนที่พร้อมจะทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรักให้ลูก (ในภาคที่ 2) Mamma Mia และ Mamma Mia Here We Go Again จึงเป็นเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ว่าด้วยการส่งต่อความรักจากแม่สู่ลูกได้อย่างงดงาม