Han Solo เป็นหนังตกม้าตาย หลังทำเงินแป้กที่สุดให้ตระกูล Star Wars

Han Solo เป็นหนังตกม้าตาย หลังทำเงินแป้กที่สุดให้ตระกูล Star Wars

Solo: A Star Wars Story กลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่สร้างความผิดหวังเรื่องแรกของซัมเมอร์ปีนี้ไปเรียบร้อย หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย พร้อมกับการมาของคำวิจารณ์ที่ไม่ค่อยหวือหวามากนัก อีกทั้งยังทำรายได้ทั่วโลกในสัปดาห์แรกที่ออกฉายได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะในตลาดภาพยนตร์ในเมืองจีนที่กลายเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ถึงแม้ว่าตัวเลขรายได้ของ Solo: A Star Wars Story รวมทั่วโลกในเวลานี้กำลังทยานสู่ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน่าจะเคียงกับทุนสร้าง 200-250 ล้านฯ แล้ว แต่ก็นับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่สตูดิโอคาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะรายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ของการฉายในบ้านเกิด ก็ทำรายได้ลดลงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ย่อมเป็นสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก

ภาพยนตร์ภาคแยกของตำนานสตาร์วอร์สเรื่องนี้ แม้จะได้คิวฉายในช่วงวันหยุดยาวปลายเดือนพฤษภาคม แต่กลับทำรายได้รวม 4 วันแรกเพียง 103 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นตัวเลขที่น้อยกว่าที่ดิสนีย์คาดหวังเอาไว้ราวๆ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะทำรายได้รวม 10 วันในการฉายที่บ้านเกิดประมาณ 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นักวิเคราะห์บ็อกซ์ออฟฟิศคาดการณ์ว่า Solo: A Star Wars Story อาจจะปิดรายได้ที่ต่ำกว่าเป้ามาก และน่าจะสรุปรายได้ทั้งหมดจากการฉายในอเมริการาวๆ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นภาพยนตร์จากตระกูลสตาร์วอร์สที่ทำรายได้รวมได้น้อยที่สุด และอาจจะทำให้ดิสนีย์ขาดทุนไปประมาณ 50-80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนในตลาดต่างประเทศ Solo: A Star Wars Story ก็มีฟอร์มที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยเฉพาะในตลาดเมืองจีน Han Solo เปิดตัวได้แค่เพียงอันดับที่ 3 กับรายได้ 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พ่ายแพ้ต่อหนังจีนท้องถิ่นอย่างราบคาบ และทำให้หนังมีอายุการฉายที่เมืองจีนไม่น่าจะถึง 4 สัปดาห์ ขณะที่ตลาดใหญ่ๆ อย่าง สหราชอาณาจักร, บราซิล, เม็กซิโก, ออสเตรเลีย หรือ เกาหลีใต้ แม้กระทั่งในเมืองไทยก็ทำรายได้ไม่ค่อยสู้นัก (แค่ราวๆ 30 ล้านบาทเท่านั้น)

ความล้มเหลวทางด้านรายได้ของ Han Solo ในครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เริ่มต้นจากกระแสคำวิจารณ์ที่ออกมาในลักษณะก่ำกึ่ง ไม่เหมือนกับภาพยนตร์ซีรีส์สตาร์วอร์สเรื่องก่อนๆ ที่มักจะมีคำวิจารณ์ที่ดีเป็นตัวช่วยสนับสนุนและเป็นแรงจูงใจให้กับคนดู ทำให้แฟนแดนตายดูซ้ำๆ หลายรอบ

 

นอกจากนี้ Solo: A Star Wars Story อาจจะเข้าฉายใกล้เคียงกับภาพยนตร์ซีรีส์สตาร์วอร์สเรื่องก่อนมากเกินไป เนื่องจาก Star Wars: The Last Jedi เพิ่งออกฉายไปเมื่อเดือนธันวาคม 2017 ระยะห่างแค่เพียง 6 เดือนเท่านั้น ก่อนการมาของ Han Solo ประกอบกับยังเข้าฉายหลังจาก Avengers: Infinity War เพียงแค่ 4 สัปดาห์ ซึ่งเชื่อว่าแฟนสตาร์วอร์สและแฟนมาร์เวลต่างก็เป็นกลุ่มผู้ชมกลุ่มคล้ายกัน

Deadpool 2 ที่เข้าฉายก่อนหน้า Han Solo เพียงสัปดาห์เดียว ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่แย่งกลุ่มผู้ชมที่หลักๆ เป็นผู้ชาย ขณะที่ความคิดเห็นจากผู้ชมก็มองว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แค่เพียงความบันเทิงแต่ก็ไม่ได้มีความสดใหม่ในแง่เนื้อเรื่องของซีรีส์สตาร์วอร์สสักเท่าไหร่

และภาพรวมของการแคสติ้งนักแสดงหลักเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ลดแรงดึงดูดในความอยากชม โดยเฉพาะหนุ่มดาวรุ่ง “อัลเดน เออเร็นริช” มีมักถูกล้อเลียนว่าเป็นนักแสดงที่ทำหนังเจ๊ง เพราะมักได้รับโอกาสให้เล่นหนังฟอร์มดี แต่ก็ทำรายได้ได้น้อย ไม่ว่าจะเป็น Beautiful Creatures, Hail, Caesar! หรือ Rules Don't Apply ซึ่งหลังจากเรื่องนี้แล้ว เขาก็ยังไม่มีโปรเจ็กต์หนังเรื่องใหม่เลย

ทั้งนี้ เสียงจากแฟนๆ สตาร์วอร์สบางรายก็ยังมองว่า ภาพยนตร์ซีรีส์สตาร์วอร์ส ควรมีกำหนดฉายอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม เหมือนกับหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา ที่ต่างก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในช่วงเทศกาลปลายปี แต่ครั้งนี้ Solo: A Star Wars Story เลือกฉายในช่วงซัมเมอร์ที่มีการแข่งขันสูงและเต็มไปด้วยหนังฟอร์มใหญ่ฉายชนกันแทบทุกสัปดาห์ นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญในการวางแผนสร้างซีรีส์สตาร์วอร์สเรื่องต่ไปในอนาคต

สำหรับภาพยนตร์ในตระกูลสตาร์วอร์สเรื่องถัดไป ก็คือ Star Wars: Episode IX ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการสร้างและมีกำหนดฉายในวันที่ 20 ธันวาคม 2019