The Strangers: Prey at Night เชือดสนุกกับ 3 ฆาตกรในตำนาน

The Strangers: Prey at Night เชือดสนุกกับ 3 ฆาตกรในตำนาน

 

10 ปีก่อน ในปี 2008 The Strangers หนังสยองขวัญแนวฆาตกรบุกรุกบ้านพักตากอากาศของครอบครัวฮอยต์ เลขที่ 1801 ถนนคลาร์ก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2005 ยังคงไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งแชมเปญ กลีบกุหลาบ แสงเทียน เพียบพร้อมสมกับเป็นคืนแห่งการเฉลิมฉลองของคริสเทน แม็คเคย์ (ลิฟ ไทเลอร์) และ เจมส์ ฮอยต์(สก็อต สปีดแมน) หลังจากงานฉลองแต่งงาน ค่ำคืนที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุขที่สุด กลายเป็นคืนนรกแตกแบบที่พวกเขาไม่เคยพบพานมาก่อน เมื่อมีเสียงคนแปลกหน้ามาเคาะประตูหน้าบ้านตอนตี 4 พร้อมกับประโยคที่ว่า “ทามาร่า อยู่ไหม”

 

อะไรคือเอกลักษณ์ของ The Strangers

ภาพจำของหนังสยองขวัญเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พล็อตเรื่องแปลกใหม่ อันที่จริงมันคือหนังแนวฆาตกรโรคจิตบุกบ้านของเหยื่อผู้โชคร้าย มิหนำซ้ำในหนังภาคแรกนั้น คนยังจำภาพอันโดดเด่นของฆาตกรทั้งสามภายใต้หน้ากากตุ๊กตา หน้ากากไอดอล และถุงคลุมหน้าได้มากกว่าเหยื่อด้วยซ้ำไป อีกทั้งหนังยังเล่นกับความคาดหวังของคนดูในทุกรูปแบบ ยังไม่รวมไปถึงฉากเฉลยความจริง ที่ท้ายสุดแล้วหนังก็ไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของฆาตกรให้คนดูได้เห็นเลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นใคร และเหตุผลที่พวกฆาตกรกลุ่มนี้ลงมือก็เพียงเพราะว่า ตัวละครในเรื่องนั้นแค่ “อยู่บ้าน” และเป็นความ “ซวย” ไม่มีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากนั้น

 

 

 

The Stranger: Pray at night เกี่ยวกับอะไร

เรื่องราวของ ซินดี้ (คริสติน่าเฮนดริกส์) และ ไมค์ (มาร์ติน แฮนเดอร์สัน) สามีของเธอ พร้อมลูกสาว คินซีย์ (ไบลี่ เมดิสัน) และลุค (ลูอิส พูลแมน) ลูกชายของบ้าน ที่กำลังออกทริปสุดน่าหงุดหงิดที่ทุกคนทะเลาะกันตลอดทาง กำลังจะเปลี่ยนเป็นฝันร้ายสุดจินตนาการเมื่อพวกเขาเข้าพักที่โรงแรมรถบ้านห่างไกลผู้คน เสียงเคาะประตูเป็นจุดเริ่มต้นของลางมรณะ เมื่อ 3 ฆาตกรโรคจิตสวมหน้ากากกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ความมืด ทั้งครอบครัวต้องลุยฝ่าขีดจำกัดของพวกเขาและต้องร่วมมือกันเพื่อเอาชีวิตรอด

 

 

ความน่ากลัวของหนังเรื่องนี้

The Strangers แตกต่างจากหนังฆาตกรบุกบ้านเรื่องอื่นๆ เพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร มันยิ่งส่งผลมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสามวายร้ายโรคจิต หนังเรื่องนี้ไม่เน้นความตุ้งแช่ แต่เน้นบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจ คนดูจะได้เห็นพวกคนแปลกหน้าก่อนที่ครอบครัวผู้โชคร้ายได้เห็น ตอนที่ทุกตัวละครต้องเผชิญหน้ากับตัวละครที่จ้องเอาชีวิตพวกเขา มันจุดระเบิดความน่ากลัวทางจิตวิทยาที่ทำให้คนดูลืมไม่ลง การสุ่มเลือกเหยื่อของฆาตกรกลุ่มนี้ยิ่งทำให้มันน่ากลัวขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ และใครก็สามารถตายได้ในทุกเวลา

 

 

ความแตกต่างระหว่างหนังภาคแรกและภาคนี้

ในหนังภาคแรกฉากการไล่ล่าเกือบทั้งเรื่องจะเกิดอยู่ในบริเวณบ้าน ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัด แต่หนังภาคนี้จะเปิดโอกาสให้ตัวละครหนีออกไปสู่พื้นที่โล่ง และยังใส่กลิ่นอายของหนังสยองขวัญในยุค 70-80 มาใช้ในเรื่องมากขึ้น โดยเฉพาะตัวผู้กำกับโจแฮนเนส โรเบิร์ต ที่ยอมรับว่าสไตล์การกำกับหนังสยองขวัญคลาสสิคของผู้กำกับอย่างจอห์น คาร์เพนเตอร์มีอิทธิพลกับหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

 

 

เมื่อฆาตกรต้องเป็นมากกว่านักแสดง

เพื่อมอบความสยองที่เป็นหัวใจหลักของ The Strangers: Prey at Night ต้องอาศัยอะไรที่มีมากกว่าแค่นักแสดงนำ “ฆาตกรทั้งสามต้องใช้นักแสดงที่เล่นสตั๊นท์ได้” โรเบิร์ต “พวกเขามีลักษณะพิเศษต่างกันอย่างหน้ากากตุ๊กตาจะมีความขี้เล่น หน้ากากพินอัพเช่นกัน ส่วนชายในหน้ากากต้องสูง เก้งก้าง ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องการนักแสดงที่คงความเป็นตัวละครไว้ได้ มันยากทีเดียวในการหาคนมารับบทนี้เพราะนักแสดงภาคแรกทำไว้ดีมาก ในที่พบเราก็ได้พบนักแสดงที่มอบความเป็นตัวเองลงไปในบทนี้ออกมาได้ลงตัว” 

 

 

โลเคชั่นชวนขนหัวลุกและความมืดมิดของฉาก

นอกจากความน่ากลัวจากฆาตกรใต้หน้ากากแล้ว ทีมงานยังต้องการสถานที่ถ่ายทำที่มอบบรรยากาศชวนขนลุก ที่ที่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สถานที่ปิดห่างใครความเจริญจนให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีใครสามารถช่วยตัวละครให้รอดไปได้ ทีมงานต้องการพื้นที่ เช่นส่วนที่เป็นสนามเด็กเล่นและส่วนที่เป็นที่พัก แต่อะไรแบบนั้นมันมีอยู่จริง เราเลยต้องหาลานโล่งแล้วสร้างขึ้นมาเองจากศูนย์ เพื่อให้การจัดองค์ประกอบภาพเป็นไปตามที่ต้องการทีมงานต้องใช้ความมืดให้เป็นประโยชน์ เพราะเหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นแต่ช่วงเวลากลางคืน ดังนั้นการถ่ายทำหนังจึงต้องอาศัยความท้าทายและความอึดในการอดหลับอดนอนของนักแสดงและทีมงานด้วย

 

 

ดนตรีประกอบที่เป็นมากกว่าแค่เพลงเก่า

แม้ว่าจะเป็นหนังสยองขวัญแต่ทีมงานเลือกใช้เพลงป็อปยุค 80 เปิดในซีนที่จะทำให้ขนดูต้องปิดตาซึ่งเป็นส่วนผสมที่ไม่เหมือนใคร ผู้กำกับตั้งใจใช้เพลงร็อคบัลลาดเปิดในฉากที่ลูอิส พูลแมนและชายสวมหน้ากากฟัดกันในสระว่ายน้ำ แต่การใช้เพลงย้อนยุคมันแทรกเข้ามาช่วงตัดต่อ การได้ใช้เพลงที่มีจังหวะมันๆผสมผสานกับฉากโหดๆนั้นทำให้หลายซีนในหนังแปลกใหม่ มีชีวิตชีวา ในขณะเดียวกันก็น่าขนหัวลุก การใช้เพลงป็อปติดหูประกอบกับฉากเชือดสุดโหดมันเหมือนการหลอกให้คุณรู้สึกอุ่นใจ เหมือนหวนกลับไปนึกถึงอดีต ก่อนจะฉีกความลวงตานั้นเป็นชิ้นๆ ให้คุณได้เห็นว่าแท้จริงแล้วกำลังจะเจอกับอะไร

 

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่