รีวิว BLACK PANTHER เหล้าเก่าในขวดใหม่

รีวิว BLACK PANTHER เหล้าเก่าในขวดใหม่

 

 

ความน่าสนใจประการสำคัญที่ทำให้ Black Panther กลายเป็นมากกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ธรรมดาคือหนังเรื่องนี้ใช้ตัวละครเอกในการเดินเรื่องเป็น “คนผิวสี” และมีเชื้อชาติเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันเกือบ 100% อีกทั้งยังใส่วัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ ที่ “คนขาว” ไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังซูเปอร์ฮีโร่สเกลใหญ่เช่นนี้ นี่จึงกลายเป็น “รสชาติใหม่” ที่ผู้ชมทั้งโลกจะตื่นตาตื่นใจไปกับ “โลก” ในหนัง

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Black Panther คือช่วงเวลารอยต่อหลังจากเหตุการณ์ใน Captain America : Civil War การเดินทางกลับมาเพื่อสานต่ออำนาจในการปกครองประเทศวาคานด้ากลายเป็นภารกิจสำคัญที่ ทีชาล่าต้องพิสูจน์ตนเองว่าเขาเหมาะสมกับการทำหน้าที่เป็น “พระราชา” ของดินแดนนี้

 

 

ระหว่างที่หนังพาผู้ชมไปสำรวจอาณาจักรหลังม่านหมอก เราได้เห็นวิทยาการที่ก้าวหน้าล้ำสมัยในแบบที่หนังไซไฟโลกอนาคตมักเผยให้ผู้ชมได้เห็น มันจึงกลายเป็นความแฟนตาซีที่ “ตรงข้าม” กับความเป็นจริง ที่ประเทศแอฟริกามักประสบปัญหาในการขาดแคลนทรัพยากรและวิทยาการ จนเรามักจะได้ยินข่าวถึงความยากแค้นของคนในทวีปนี้

 

น่าเสียดายที่หนังเหมือนจะพยายามนำเสนอเรื่องประเด็นเชื้อชาติและสีผิว ผ่านบทสนทนาของตัวละครเรื่องในบางช่วงบางตอน ยิ่งไปกว่านั้นแรงจูงใจประการสำคัญของตัวร้ายในหนังภาคนี้อย่างคิลมองเกอร์ (ไมเคิล บี จอร์แดน) คือการทวงคืนบัลลังก์อันชอบธรรมของตน และจุดประสงค์ในการเป็นพระราชาของตัวละครนี้คือการนำวิทยาการทางทหารออกไปต่อสู้ และช่วยเหลือคนเชื้อสายแอฟริกัน อเมริกันที่กำลังโดนกดขี่ข่มเหงในโลกภายนอกวาคานด้า หรือพูดง่ายๆ ว่าเขาเลือกจะออกไปทำสงครามเพื่อปลดแอกความอยุติธรรม ตรงข้ามกับแนวคิดของบรรดาพระราชาคนก่อนๆ ที่เลือกจะปกปิดอาณาจักรวาคานด้าภายใต้ม่านหมอก เพราะความหวั่นเกรงว่า หากโลกภายนอกรับรู้ว่าประเทศนี้มีวิทยาการและขุมทรัพย์อันก้าวหน้า อาจจะเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรอย่าง “ไวเบรเนียม” ที่มีอานุภาพเหนือความคาดคิด

 

 

ทีชาล่า ในช่วงต้นเรื่องจนถึงช่วงการกอบกู้บัลลังก์ เขาเป็นพระราชาในหมวดหมู่ “โตมาหรู อยู่สบาย” หรือพูดง่ายๆ ว่าเขาเป็นเจ้าชายที่เติบโตมาด้วยความสุขสบาย ไม่ได้ลำบากนัก ตอนที่เราเห็นในฉากประลองความสามารถเพื่อพิสูจน์ตนว่าตัวเองเหมาะสมกับการเป็นพระราชาที่น้ำตกนักรบ เราเห็นได้ถึงความอ่อนแอในบางมุมของเขา จนเราอาจจะกล่าวได้ว่าที่ทีชาล่า “ชนะ” อีกฝ่ายที่ขอท้าประลองเพราะเขา “ฟลุค” มากกว่าจะเก่งกาจจริงๆ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยว่า เมื่อถึงคราวที่คิลมองเกอร์เอ่ยปากขอท้าประลอง ทีชาล่าจึงปราศรัยอย่างไม่สมศักดิ์ศรีและแทบจะ “ตาย” ไปจากโลกนี้ด้วยซ้ำ

 

สูตรสำเร็จของหนัง BLACK PANTHER คือการบอกเล่าเส้นทางของการก้าวขึ้นสู่อำนาจของทีชาล่าจากเจ้าชายสู่ฐานะกษัตริย์ ตัวหนังถ้าตัดเอาสเปเชียลเอฟเฟ็คอันน่าตื่นตาและโปรดักชั่นดีไซน์ที่ล้ำสมัย หนังก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจาก “หนังแนะนำตัวละครภาคแรกของมาร์เวลเรื่องอื่นๆ ”

 

 

น่าเสียดายประเด็นคนผิวสีที่หนังเกริ่นไว้แต่ไม่ยอมสานต่อซะเหลือเกิน