Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
'พันธุ์ธัมม์' มั่นใจแปลงบท ไอ้ฟัก ไม่ผิด
แชร์เรื่องนี้
หลังมีข่าวออกมาว่าภาพยนตร์เรื่อง "ไอ้ฟัก" ของ "จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์" ซึ่งดัดแปลงมาจาก "คำพิพากษา" นวนิยายชื่อดังของ "ชาติ กอบจิตติ" มีการตีความใหม่โดยจะเน้นไปที่เรื่องราวความรักระหว่างไอ้ฟักกับหญิงบ้านางสมทรง ผู้เป็นแม่เลี้ยง หลายต่อหลายคนต่างก็เกิดความวิตกกังวลว่า "ไอ้ฟัก" ภายใต้การกำกับของ "พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์" นั้นจะออกมาเป็นเช่นไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องราวของความเป็นมนุษย์ที่พิพากษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพียงเพราะเชื่อในความคิดของตนเองที่คิดไปว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้จะยังคงมีอยู่ในหนังหรือเปล่า
"ที่ผมต้องเปลี่ยนชื่อเป็นไอ้ฟัก ก็เพราะผมเปลี่ยนมุมมองใหม่ เรื่องก็ยังเป็นเรื่องเดิมแต่ย้ายมุมมองมาเข้าใจฟักกับสมทรงมากยิ่งขึ้น" พันธุ์ธัมม์ บอกถึงเหตุผลการเปลี่ยนแปลงชื่อจากนวนิยาย พร้อมกับบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วตนเองเกิดความวิตกกังวลเช่นกันที่มีการเปลี่ยนแปลงมุมมองบางสิ่งบางอย่างจากนวนิยาย แต่อย่างไรก็เชื่อว่าการทำการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
"ผมอ่านคำพิพากษามาตั้งแต่สมัยเรียนเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ชอบมาก เป็นบทประพันธ์ที่ดีมาก ตอนที่อาจารย์สดใสทำเป็นละครดูแล้วก็ติด มีความสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมไอ้ฟักถึงอดทนได้ขนาดนี้ เราก็เอามีตีความแบบของเราว่าถ้าเกิดฟักมีความรู้สึกดีกับสมทรงที่เป็นเมียพ่อและฟักยังมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับสมทรงจะเกิดอะไรขึ้น"
"โดยเฉพาะกับคนที่ธรรมะธรรมโมสุดโต่งขนาดนี้ ไม่เคยรู้จักผู้หญิง แล้วจู่ๆ ก็มาเจอเมียพ่อ แต่ในเรื่องผมทำให้เขาเจอกันโดยยังไม่รู้ว่าเป็นเมียพ่อ และเกิดอาการแบบรักแรกพบ เป็นผู้หญิงที่รักและต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน บางทีฟักกลับมาเจอสมทรงแก้ผ้าอาบน้ำอยู่โทงๆ แค่ฟักมาเจอผู้หญิงที่รักและต้องมาอยู่ด้วยกันแค่นี้ก็สนุกแล้ว และมันสนุกมากยิ่งขึ้นเพราะในเรื่องพี่ชาติยังทำให้พ่อฟักมันตายอีก ไอ้ฟักจะทำอย่างไรล่ะ ถ้ากลับมาคิดแบบเรา เราอาจจะแอบมีอะไรกันแล้วก็ทิ้งเสีย แต่ไอ้ฟักมันไม่ทำสักอย่าง ฟักเป็นคนดี มันเลยเลือกมนุษยธรรม"
"คนที่อ่านหนังสือแล้วอยากเห็นเรื่องอย่างในหนังสืออาจจะโกรธผม ผมมองเรื่องนี้และเห็นในหลายๆ มุม คนอื่นอาจจะไม่เห็น แต่ผมอยากจะเห็นวิธีการเล่าเรื่องในหนังว่าแก่นของเรื่องมันเปลี่ยนไปมั้ย ผมมั่นใจว่าดูแล้วอาจจะดูเป็นหนังเล็กๆ แต่ได้อารมณ์ ได้ความรู้สึก มันมีภาษา มีความสวยงามของภาพยนตร์อยู่ระดับหนึ่งที่ผมไม่อายใคร"
ยืนยันแก่นของเรื่องนั้นยังอยู่ครบถ้วนเหมือนในนวนิยายแน่นอน
"ผมกังวลบ้างกับแฟนหนังสือของพี่ชาติ แต่การหยิบบทประพันธ์มาทำหนังมันต้องตีความใหม่ แต่ต้องไม่กระทบกับแก่นของเรื่อง ตอนที่ขอพี่ชาติไปว่าผมอาจจะเอามาตีความในแง่ของเรื่องความรักนะ พี่ชาติบอกว่าจะเอาไปทำแบบไหนก็ทำ แต่หนึ่งอย่างที่ต้องมีคืออย่าทิ้งแก่นของเรื่องที่คนกระทำต่อคน ซึ่งจุดนี้มีแน่ และคนดูๆ แล้วจะรู้สึกว่าทำไมคนเราทำแบบนี้ ไม่คิดว่าจะต้องนำเสนอแต่ในเรื่องที่ฟักถูกชาวบ้านรุมประณาม ตรงนั้นแค่ผิวๆ หรือแตะๆ ก็เชื่อว่าคนดูจะรู้สึกได้ระหว่างคำว่ามนุษยธรรมกับความอยู่รอดในสังคม"
ถามถึงเรื่องคู่พระนาง ผู้กำกับหนุ่มบอกว่าฝ่ายหญิงสมทรงนั้นตนเองเป็นคนขอทีมงานไว้เลยว่าจะต้องเป็น "ตั๊ก บงกช" ส่วนฝ่ายชายนั้นเลือกอยู่นานสุดท้ายก็มาลงที่ดาราหน้าใหม่ "เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์" "ผมเห็นตั๊กในหนังสือดิฉันและมองเข้าไปในนัยตาของตั๊กแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรแน่ ต้องไม่ธรรมดา และพอเรียกมาคุยด้วยปรากฏว่าเขามีความต้องการที่จะเล่นบทนี้เพียงพอที่จะทุ่มเทตัวเองมา ตอนแรกก็เป็นห่วงเหมือนกันเพราะเขาเล่นไม่ได้ในระดับที่เราต้องการ แต่ต่อมาก็จูนกันได้จนพอใจ"
"สำหรับบทไอ้ฟัก ไม่ควรเป็นนักแสดงที่คนรู้จัก เลือกอยู่นานมาก ตอนแรกผมไม่ค่อยชอบหน้าเต้ เพราะหล่อไป แต่พอได้คุยกันก็รู้สึกว่าเขาคล้ายฟัก เป็นเด็กที่มีทัศนะคติที่ดี พอให้เขาลองทดสอบการแสดงในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ เขาก็ทำได้ดี วันที่เลือกไม่มั่นใจนะไปถ่ายสองวันแรกใช้ไม่ได้เลย เกือบจะเปลี่ยนพระเอก แต่ก็ตัดสินใจเพราะมาถึงขั้นนี้แล้วก็ควรจะเดินหน้าต่อไป จากนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมว่าเต้ทำได้ดีมาก ไม่เคยปริปากบ่นเลย นอนหกทุ่มตีหนึ่งก็ไม่มีอาการท้อ"
ผู้กำกับหนุ่มบอกในตอนท้ายว่าหนังเรื่องนี้สิ่งที่เขาอยากจะสื่อให้คนได้รับรู้ก็คือการตัดสินคนของคนเราที่มักจะเอาพื้นฐานความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้งนั้น เป็นเรื่องที่สมควรแล้วหรือ?
"สิ่งที่อยากให้คนดูได้ก็คือความบันเทิงในรูปแบบที่อาจสะเทือนใจ ดูแล้วได้เนื้อหาว่าเรามีสิทธิ์อะไรที่จะไปตัดสินคนอื่นแบบนี้ เราเข้าใจเขาไปในอีกมุมหนึ่งโดยไม่มองให้ลึกๆ หรือเปล่า"
เหมือนกับบอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้ายังไม่ได้ดู(หนัง) ก็อย่าพึ่งไปตัดสิน...กระมัง
ขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์
แชร์เรื่องนี้


