บอล-วิทวัส สิงห์ลำพอง กับความสำเร็จที่ต้องไขว่คว้า

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปีอย่าง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ได้ปรากฏสู่สายตาของประชาชนไปเรียบร้อยแล้วนั้น ชื่อของพระเอกน้องใหม่ใสกิ๊กอย่าง บอล วิทวัส สิงห์ลำพอง ที่รับบทบาทเป็น ป้อม หนุ่มน้อยมาดกวน ผู้มีพรสวรรค์ด้านดนตรี ก็กลายเป็นอีกชื่อหนึ่งที่จนถูกจับตามอง ถึงความดังที่ทั้งแรงและเร็ว แต่กว่าที่วงการมายาจะมีโอกาสต้อนรับดาวรุ่งพุ่งแรงคนนี้นั้น เส้นทางที่บอลต้องเดินผ่าน ก็ไม่ได้ง่ายดายหรือหวานหอมอย่างที่หลายคนคิด เพราะความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ เกิดจากความพยายามอย่างสุดแรง "ชื่อบอล วิทวัส สิงห์ลำพอง ครับ อายุ 18 ปี กำลังเรียนอยู่ปี 1 คณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน ม.รามคำแหง ที่เลือกลงเรียนรามฯเพราะคิดว่าจะได้มีเวลามาทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มที่ ส่วนครอบครัว แม่เป็นแม่บ้าน ป๊าทำธุรกิจส่วนตัว บอลเป็นลูกคนเดียว แต่ก็มีลูกพี่ลูกน้องเยอะครับ ซึ่งทุกคนสนิทกันมากๆ บอลก็เลยเหมือนมีพี่น้องเยอะ วัยเด็กก็เป็นเด็กธรรมดาที่ไม่ค่อยซน จะเรียบร้อย ติ๋มๆ มากกว่า และติดป๊ามากกว่าแม่ เพราะป๊าจะพาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อย แต่แม่จะเป็นแบบเข้าหาเรามากกว่าที่เราจะเข้าหาเขา ส่วนเวลาว่างก็ชอบอยู่บ้าน นอน เล่นเกมส์ อ่านการ์ตูนทั่วไป" เขาเริ่มแนะนำตัวกว้างๆ บอลเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่มีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่า สักวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสได้โลดแล่นอยู่บนจอเงิน ขอย้ำ! ว่าต้องจอเงินเท่านั้น ด้วยเหตุที่ว่า "เป็นเด็กที่ชอบดูหนังมาก ส่วนใหญ่จะดูกับป๊า ป๊าชอบดูหนังแอ๊คชั่น ก็เลยคิดว่าตอนโตอยากเล่นหนัง และบอลก็ชอบดูละครด้วย คือติดมาจากแม่ ตอนเด็กๆนอนกับแม่แล้วแม่ก็จะเปิดทีวีนอน เราก็เลยติดมา และก็อยากรู้ว่าละครหรือหนังเรื่องหนึ่งเนี่ย มันมีวิธีการทำยังไงบ้าง มีความยากง่ายยังไงบ้าง" ถึงจะมีความฝันตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าฝันอย่างเดียวมันก็ไร้ประโยชน์ บอลจึงตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นไล่ตามความฝัน และพยายามทำให้มันกลายเป็นความจริง "ตอนนั้นบอลอายุ 15 ก็เรียนอยู่ประมาณ ม.3 พี่เอ๋ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ เขารู้จักกับโมเดลลิ่ง ก็เลยพาบอลเข้าไปอยู่ในสังกัด" หลังจากที่เข้าสังกัดโมเดลลิ่ง บอลก็เริ่มโลดแล่นในเส้นทางบันเทิง แต่ความสำเร็จก็ไม่ได้มาง่ายๆ เพราะถึงจะอยู่ในวงการมาถึง 3 ปี แต่ชื่อและหน้าของเขาก็ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก ได้งานจริงๆ แค่ 10 ชิ้น ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นหน้าในทีวีด้วยซ้ำ จนวันหนึ่งโอกาสของเขาก็มาถึง เมื่อต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับฯหนังเรื่อง Seasons Change ได้มอบบทบาทของ ป้อม พระเอกมาดกวนแต่แอบเขิน ผู้มีลีลากระหน่ำกลองราวกับคาบไม้กลองมาเกิด ให้บอลได้แสดง "โมเดลลิ่งส่งมาแคสต์ครับ ตอนที่มาก็ยังไม่รู้รายละเอียดของหนังมาก คนมาแคสต์เยอะมาก บอลก็เลยไม่ได้หวังมาก แถมยังมารอตั้งแต่บ่าย 2 โมง กว่าจะได้แคสต์ก็ 3 ทุ่ม เสร็จตอน 4 ทุ่ม แคสต์เป็นคนสุดท้ายเลย จะกลับบ้านหลายครั้งแล้ว รอนานมาก จนคนอื่นกลับไปกันหมดแล้ว แต่วันนั้นพี่เอ๋บอกให้อดทนหน่อย เสียค่ารถมาแล้วลองดูหน่อยละกัน ก็เลยอดทนรอ พอแคสต์เสร็จพี่ต้นก็เรียกมาเลย เพราะคิดว่าผมนี้ใช่ป้อมแน่นอน" เมื่อโอกาสมาถึง บอลได้ทำในสิ่งที่เขาฝันไว้ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นเหมือนที่เคยคิดไว้เลย "มันมากและเยอะกว่าทุกอย่างที่คิดไว้ทั้งหมด ทั้งขั้นตอนการผลิต การถ่ายทำ คิว การจัดไฟ วันหนึ่งถ่ายได้แค่ไม่กี่ซีน แถมกว่าจะได้แต่ละซีน ก็ต้องเซ็ตทั้งไฟ แสง ฉาก และแต่ละคนกว่าจะเล่นผ่านก็หลายเทกอีก อย่างบอลเองก็เทกฉากที่ต้องตีกลองไปเกือบ 10 เทก เพราะว่าต้องทำแอ๊คติ้งหน้าว่าเราสนุกกับมันนะ ซึ่งบอลก็ต้องไปเรียนแอ๊คติ้งก่อนถ่ายอยู่เดือนกว่าๆ แถมยังต้องตีกลองให้ดูปึ้กอีก มันยากมาก" เพราะในหนังจะต้องตีกลองให้ดูเหมือนเก่งมาก ทั้งที่บอลไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน เลยต้องไปเรียนตีกับ ต่อ ซิลลี่ ฟูลส์ (ต่อตระกูล ใบเงิน) สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 3 ชั่วโมง แล้วก็เรียนตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม เป็นเวลา 2 เดือน จนตีได้ และด้วยแววนักดนตรีออก ซึ่งหลังจากนี้บอลก็มีแผนจะออกอัลบั้ม โดยเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ก่อน แล้วถึงเป็นอัลบั้มเดียวของตัวเอง หลังจากที่เข้ามาในวงการเต็มตัวแล้ว บางมุมมองในชีวิตของหนุ่มน้อยคนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป แม้ว่าเขาจะยังรักวงการบันเทิงเหมือนเดิม แต่ประสบการณ์ที่ได้รับ ก็สอนอะไรเขามากมาย "ก่อนเข้าวงการบอลมองว่า คนในวงการจะมีหน้าที่ดีกับไม่ดี เหมือนแองเจิ้ลกับเดวิล ทุกคนก็หันหน้าที่เป็นแองเจิ้ลเข้าหากัน บางคนก็จริงใจ แต่บางคนก็ไม่จริงใจ ซึ่งพอเข้ามาก็เลยรู้ว่าตรงนี้มันสำคัญ คนอื่นจะมองเรายังไงก็อยู่ที่การแสดงออกของเรา คือเราต้องรู้จักกาละเทศะ รู้จักการเข้าหาผู้ใหญ่ และการวางตัวเวลาเจอแฟนคลับ ซึ่งก็ไม่ใช่การฝืนใจอะไร เพราะมันคือหน้าที่ที่เราต้องทำ" แต่สิ่งที่เขาพูดก็ไม่ได้หมายความว่า ตัวตนที่เราเห็นเป็นการปรุงแต่งขึ้นมาเพราะว่า "ที่เห็นตอนนี้ ก็คือตัวของบอลเหมือนกัน ถ้าอยู่ในเวลาส่วนตัว อยู่กับเพื่อนๆบอลก็เฮฮาไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่ในเวลางาน หรืออยู่กับผู้ใหญ่ ก็อาจเห็นภาพอีกในมุมหนึ่ง" ณ วันนี้บอลได้กลายเป็นพระเอกดังไปแล้ว ถึงแม้ว่าบางครั้งจะกดดันจากความดัง และไม่ค่อยเคยชินกับการถูกจับตามองอยู่บ้าง แต่บอลยืนยันว่าโดยรวมแล้วก็ยังรู้สึกดี สำหรับเส้นทางในวงการบันเทิงที่บอลวางไว้นั้น คงจะไม่จบลงเพียงแค่นี้ เพราะบอลบอกกับเราว่า วางแผนไว้ระยะยาวเลย "ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเล่นละครครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วให้สุดสุดไปเลย คืออยากทำให้มันครบทั้งหนัง ละคร เพลง พิธีกรเลย และก็อยากลองเบื้องหลังมากเลยครับ คิดว่าจะไปเรียนนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ เพราะในอนาคตอยากเป็นผู้กำกับฯ คือเห็นพี่ต้น (นิธิวัฒน์ ธราธร) ทำงานแล้วรู้สึกว่าอยากจะลองทำมั่ง แต่ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับแม่ เพราะรู้สึกเหมือนที่ผ่านมายังตอบแทนพระคุณแม่ไม่พอ ก็เลยอยากให้ทุกคนคิดถึงพระคุณของแม่เยอะๆ ไม่ใช่แค่ในวันแม่" แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น วันนี้บอลก็พยายามเต็มที่กับทุกหน้าที่ที่เขาได้รับ เพราะโอกาสในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย "เชื่อว่าเมื่อเราเดินเข้าไปหาโอกาส และได้รับความไว้วางใจแล้ว จะต้องทำอย่างเต็มที่ ถ้าทำทุกอย่างคุ้มค่าสุดสุดแล้ว ผลตอบรับจะออกมาอย่างไร ก็จะไม่เสียใจเลย" ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก