Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
วิจารณ์หนัง THE BREAK-UP
แชร์เรื่องนี้
ตลก-โรแมนติก คือหนึ่งในที่สุดแห่งสูตรสำเร็จของบรรดาตระกูลหนังทั้งปวง ดังนั้น หนังตลกโรแมนติกเรื่องใดที่ไถลออกนอกสูตรดังกล่าวได้สำเร็จ ย่อมควรค่าแก่การสรรเสริญสำหรับความพยายาม กระทั่งหนังอย่า The Break-up ก็ควรได้รับเหรียญตราแห่งความกล้าหาญแม้ว่ามันจะนำมาซึ่งหนทางผิด ๆ และความสับสนวุ่นวายเหลือคณา สิ่งที่พวกเขาลองออกจากสูตรก็คือ ทำให้ตลกโรแมนติกมีห้วงเวลาแห่งความตึงเครียด และลดทอนเสน่ห์ตัวละคร ซึ่งนำพาไปสู่หลุมพรางแห่งความสัมพันธ์ของผู้คน
แน่นอน ไอ้ความตึงเครียด ลดเสน่ห์ อะไรดังกล่าวล้วนทำได้จริงในหนังตลกโรแมนติก แต่ควรจะปรึกษานักทำหนังอย่าง วู้ดดี้ อัลเล็น เสียก่อน แน่นอน มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดยง่าย และหนังอย่าง The Break-Up โดยผู้กำกับ เพย์ตั้นรี้ด (Bring It On, Down With Love) ก็ทำได้ไม่ใกล้เคียงกับความสำเร็จเอาซะเลย แทนที่คนสร้างจะลงแรงพาคนดูไปสำรวจบุคลิกภาพ-ตัวตนของตัวละคร แต่ลงท้ายกลับทอดทิ้งโอกาสกลับทำให้อยู่ในรูปแบบหญิงเก่งกับผู้ชายบ้าบอ แทนที่จะหาเรื่องราวอันเข้ากับความจริงจังของประเด็น ทว่าทุกฉากกลับถูกสร้างมาเพื่อรองรับมุขตลกเกี่ยวกับความบาดหมาง อวดดี และดื้อรั้นของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
การทำหนังตลกโรแมนติกให้ออกมาในโทนมืดมนอนธการเป็นคนละเรื่องกับการทำให้ออกมาจริงจังซีเรียส ขณะเดียวกันการทำให้ออกมาไม่น่ารื่นรมย์ ก็เป็นคนละเรื่องกับการทำให้ออกมาดูสลักสำคัญหนังเรื่องนี้เพียบไปด้วยฉากการเผชิญหน้าอันแล้งไร้ความรู้สึก มันทั้งไม่ขำ ไม่สมเหตุสมผล และไม่น่าจะเป็นไปได้ หากจะมีอะไรแนะนำให้คนดูสำหรับหนังเรื่องนี้คงเป็นฉากที่ตัวละครทะเลาะโต้เถียงกันซึ่งพอจะมีเค้าแห่งความสมจริงอยู่บ้าง โดยที่ผู้กำกับเหมือนจะปล่อยให้นักแสดงได้หายใจหายคอและพัฒนาฉากดังกล่าวไปอย่างต่อเนื่อง ร่วมด้วยบทสนทนาที่ยากแก่การจะคาดเดาล่วงหน้า บางทีมันอาจจะเหมือนคนทะเลาะกันในชีวิตจริงด้วยซ้ำไป
มันเป็นเรื่องราวของชายหญิงคู่หนึ่ง แกรี่ (วินซ์ วอห์น) คือชายชาวชิคาโก้ผู้ไม่ยอมโตเอาแต่หมกมุ่นกับวิดีโอเกม เขาคิดว่าถ้าเกิดเอาโต๊ะกินข้าวออกไปจากห้องนั่งเล่นได้ มันก็จะมีพื้นที่ว่างพอสำหรับโต๊ะพูล เขาและพี่ชายของเขาดูแลบริษัทรถทัวร์ในชิคาโก้ และตัวเขาก็ทำงานเป็นไกด์ทัวร์ ส่วน บรู้ค (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน) คือหญิงสาวผู้ทำงานในแกเลอรี่ศิลปะชื่อดังของชิคาโก้ ดูมีหน้าตาในสังคมพอสมควร ทั้งคู่พบรักกัน อยู่กินกัน ก่อนจะลงเอยด้วยการทะเลาะเบาะแว้งในคอนโดมิเนียมสุดหรู
แรกเริ่มเดิมที ทั้งคู่มาพบกันในการแข่งขันเบสบอลแม็ทซ์หนึ่ง ฝ่ายชายหว่านล้อมให้ฝ่ายหญิงทิ้งหนุ่มที่เคยควงกันอยู่ซะ และไปเที่ยวเล่นแบบง่าย ๆ กับเขาดีกว่า แน่นอน ทั้งคู่พึงพอใจกันทว่าเวลาผ่านไปราว 2 ปี ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปดังหวัง เมื่อฝ่ายชายทำตัวเป็นเด็ก เอาแต่หมกมุ่นอยู่หน้าจอทีวี ทิ้งถุงเท้ารองเท้าเอาไว้เรี่ยราด ปล่อยให้ฝ่ายหญิงทำอาหารและเก็บกด พร้อมกับปล่อยเสียงหวีดร้องอย่างกดดันเมื่อพบว่าเขากลับบ้านดึกดื่น และเอาแต่เล่นวิดีโอเกมส์ นำพาไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกันไม่หยุดหย่อน เธอด่าเขาว่า 'ไอ้ห่วย' โดยคิดว่าเขาเห็นแก่ตัว ส่วนเขาคิดว่าเธอเป็นพวกจ้องหาเรื่อง และท้ายที่สุด ทั้งคู่ตัดสินใจจะแยกทางกัน
แต่อะไรมันไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่อทั้งคู่คิดว่าจะเลิกกัน แต่กลับไม่มีใครยอมย้ายออกจากรังรักสักคน ทั้งคู่ยังคงทู่ซี้อาศัยอยู่ในเรือนหอหลังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ต่างฝ่ายต่างพยายามทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอิจฉาและหัวเสียกับตนเอง เริ่มจากแกรี่ที่ทำตัวสกปรกเปรอะเปื้อนไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนบรู้คเอาบ้าง ด้วยการควงหนุ่ม ๆ รูปหล่อกลับมาบ้านอยู่เนือง ๆ ส่วนแกรี่ก็ตอบโต้กลับด้วยการเช่าหญิงหากินมาเล่นเกมโบ๊กเกอร์แก้ผ้าในบ้านทว่ามันดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไร
สิ่งที่หนังดูเหมือนจะขาดไปก็คือความอบอุ่น การมองโลกในแง่ดี และการหยั่งถึงความล้ำลึกในธรรมชาติของมนุษย์ หนังตลกโรแมนติกจำเป็นต้องมีสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นหากเปรียบเทียบกับ Fever Pitch (2005) จะพบว่าในเรื่องนั้นตัวละครฝ่ายชายแม้จะบ้าคลั่งเกมกีฬาเบสบอล แต่เขาก็ยังคอยทำนุบำรุงต้นรักกับแฟนสาวเป็นอย่างดี ทว่าในเรื่องนี้พระเอกของเรากลับเป็นคนที่มีมิติเดียว นั่นคือเป็นคนห่วยแตกที่เอาแต่ใจตนเอง ต่อให้เขาจะขอบคุณเธอที่เอาถุงเท้าเน่า ๆ ไปซักให้ก็ตาม ดังนั้น คนดูอาจจะรู้สึกไปได้ว่าอยากให้ทั้งคู่เลิกกันไปเสียเลย และฝ่ายหญิงก็ไม่เห็นต้องหวนกลับมาหาไอ้งั่งคนนี้อีก ซึ่งการเลิกราในรูปแบบนี้อาจจะถือเป็นการจบแบบ 'แฮปปี้เอนดิ้ง' อีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้
CRITICS' AVERAGE: C
ข้อมูลจากนิตยสาร Starpics ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน 2549
แชร์เรื่องนี้


