หนังจอกว้าง : เดอะเมีย น้ำเน่า?

หนัง "ผัวๆ เมียๆ" ในยุคหนึ่งนั้นถูกเรียกว่า "น้ำเน่า"! จะเพราะเรื่องราวชิงรักหักสวาท ประเภทแม่ผัวลูกสะใภ้ หรือคู่หมั้นตัวร้าย ชายเจ้าชู้ อะไรก็ตาม แต่ฉากบังคับที่ขาดไม่ได้ก็คือ ฉากแอ็คชั่นแบบผู้หญิงๆ นั่นคือการ "ตบตี" (แถมข่วนให้อีกอัน!) หนัง "เดอะเมีย" แหวกแนวกว่าด้วยการให้เมียๆ ในหนังอันประกอบไปด้วย "เมียน้อย" และ "เมียหลวง" สู้กันด้วยสิ่งที่ผู้หญิง (ในหนังไทย) ไม่ค่อยทำกันคือ "ใช้สมอง" และประลองกำลังกันด้วยวิธีแบบผู้ชายๆ ทั้งปืน ระเบิด และบาซูก้า! หนังใส่สีสันเข้าไปอีกด้วยการให้ฉากสะบั้นหั่นแหลกเหล่านี้เข้ากับจังหวะแทงโก้ (คิดได้ไง?) และแม้จะเสริมทัพด้วยกองทัพนางแบบชื่อดังมาสวมบทเมียโหด สวย ดุ แต่เอาเข้าจริง "เดอะเมีย" ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า "หนังอาร์เอส" อีกเรื่อง ที่ชอบนักกับความกล้า และหาจุดขาย เพื่อ "หน้าหนัง" ที่ชวนดูสุดๆ ก่อนจะพบว่า "เนื้อใน" นั้นไปไม่ถึง (อีกแล้ว!) หนังไม่ได้เข้าใจความคิดของ "ผู้หญิง" มากไปกว่า แนวคิดที่ว่าจำนวนผู้ชายมีน้อยกว่าหญิงครึ่งๆ (ไม่นับผู้ชายอีกหลายแบบที่มีเซ็กส์กับผู้หญิงไม่ได้) สาวๆ จึงต้องแบ่งหนุ่มๆ ไว้ใช้สอย และสังกัดตัวเองแบบเชยๆด้วยคำว่า "น้อยและหลวง" นั่นเท่ากับเป็นการประกาศโต้งๆ ว่าหญิง "เป็นรอง" ชายอยู่วันยังค่ำ หนังยินยอมที่จะบอกว่า การที่ผู้หญิงจะมีเซ็กส์ได้อย่างถูกต้อง ก็ต่อเมื่อมันต้องเกิดขึ้นภายใต้การแต่งงานและทะเบียนสมรสเท่านั้น คือถึงจะมีสัมพันธ์กันก่อน แต่ก็เป็นเมียน้อยได้ง่ายๆ หากไม่ได้ตีตราที่อำเภอก่อนกัน และยังถูกเปลี่ยนชื่อเป็นดอกสุวรรณได้หน้าตาเฉย หากพยายามรั้งความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ ผู้หญิงจึงทำอะไรบนความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ นอกจากรอ "ส่วย" จากผู้ชายไปวันหนึ่งๆ หนังไม่ได้เข้าใจผู้หญิงเกินเลยไปกว่า วิธีการเดียวที่ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาต่อกรได้ก็คือ การใช้กำลังแบบผู้ชาย ทั้งเตะต่อยสารพัดวิธี ลอบฆ่า หรือก่อสงคราม แม้จะวางแผนก่อนด้วยกลยุทธ์ราวกับทหาร แต่ท้ายสุดเมื่ออาวุธหมดประสิทธิภาพ ก็หันมา "ตบตี" กันเองเข้าจนได้ และท้ายสุด หนังก็ไม่ได้เข้าใจวิธีการอยู่ร่วมของหญิงและชายในความสัมพันธ์แบบสร้างสรรค์ นอกไปจากคำว่า "ชีวิตคู่" ที่ทำสืบตามกันมา และเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเป็นทางเดียวเท่านั้นของความรัก หนังไม่ได้ออกแบบ "ชีวิตร่วม" หรือครอบครัวในความหมายใหม่ๆ นอกไปจากการแบ่งคิวกันระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อย สงครามที่มีมานับพันปี (อย่างที่หนังเคยโปรโมทไว้)จึงยังคงดำเนินต่อไปแบบซ้ำซาก โดยที่ผู้ชายลอยตัวสบายเป็นใหญ่ได้เสมอ นั่นหรือเปล่า? ความน้ำเน่าของจริง! แต่ก็ช่างเถอะ หนังขายสไตล์ที่เนื้อในว่างกลวงอย่างเดอะเมีย ยังมีข้อโดดเด่นที่น่าชมอยู่บ้าง ทั้งการแสดงของเหล่านักแสดงและนางแบบสาว ที่ "เอาเท่" ไว้ก่อน ด้วยสีหน้าและลีลาการเยื้องกราย รวมถึงฉากบู๊ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีให้ดูแปลกตา และไปถึงขั้นตื่นตาตื่นใจได้ง่ายๆ หนังพยายามสร้างปมเงื่อนในการยั่วหลอกระหว่างเมียน้อยกับหลวงได้อย่างน่าชม แม้มันจะเดินเรื่องอย่างค่อนข้างน่าเบื่อก็ตาม และพยายามทุกอย่างที่จะนำชัยชนะมาสู่ฟากของเมียหลวงให้ได้ในที่สุด ผู้กำกับกิตติกร เลียวศิริกุล ได้รับคำชมหนาหู และถึงขั้นเคยคว้ารางวัลมาแล้วกับหนัง "โกลคลับ เกมส์ล้มโต๊ะ" (2544) กับเรื่องราวด้านมืดของวัยรุ่นกับเกมพนันบอล และมีงานน่าพอใจกับ "พรางชมพู" (2545) กับเรื่องราวการค้นหากะเทยในสมรภูมิเพื่อสรุปชะตากรรมของชนกลุ่มน้อย จนมาถึง "เดอะเมีย" (2548) ที่แม้จะเป็นงานแอ็คชั่นที่น่าพอใจแต่ก็ไม่อาจสลัดคราบน้ำเน่าแบบเดิมๆ ออกไปได้ และเป็นคำตอบได้ดีว่า ผกก.กิตติกร น่าจะเข้าใจเรื่องอื่นๆ ได้ดีกว่าเรื่องผัวๆ เมียๆ ขอบคุณข้อมูลจาก

เรื่องล่าสุดของหมวด หนัง

ดูหมวด หนัง ทั้งหมด