
เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมร้าน 100 เยนถึงได้ขายทุกอย่างที่ 100 เยนได้ ทั้งๆที่ของบางอย่างน่าจะราคาเกิน 100 เยนไปมากถ้าซื้อจากร้านอื่น แล้วทำยังไงถึงมีของหลากหลายชนิดเหลือเกิน

ร้านร้อยเยนที่ขายของทุกอย่างในราคาเท่ากันหมดนั้น เป็นร้านฮอตฮิตเพราะเข้าใจง่ายและประหยัดสุดๆ โด่งดังขึ้นมาอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้โดยแค่ Daiso เจ้าใหญ่ที่สุดเพียงอย่างเดียวก็มีสาขามากกว่า 3,200 ในญี่ปุ่นเข้าไปแล้วและทำยอดขายได้กว่า 4.54 แสนล้านเยนเข้าไปแล้ว (ข้อมูลเมื่อมีนาคม 2018) นี่ยังไม่นับร้านร้อยเยนแบรนด์อื่นๆนะ
เพราะเป็นของดีราคาถูก ตอนนี้จะฝรั่งหรือไทยต่างก็รู้จักร้าน 100 เยนเป็นอย่างดีกันทั้งนั้น ร้าน Daiso มีสาขาทั่วโลกมากมายถึง 1,992 สาขาใน 26 ประเทศรวมไทยด้วย (ข้อมูลเมื่อมีนาคม 2018) คนไทยรู้จักกันดีในฐานะร้าน 60 บาท ที่อเมริกาก็เรียกว่าดอลล่าสโตร์ (ร้านหนึ่งดอลล่าร์)
ทีนี้ ที่เมืองไทยอาจจะยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร เพราะไดโซไทยนั้นขายทุกอย่างอยู่ที่ 60 บาท (200เยน) จากมุมมองคนไทยนั้นไม่ใช่ร้านที่ถูกสุดๆ แต่ก็ถูกใช้ได้ แต่ยังไม่สุด ร้านร้อยเยนที่ญี่ปุ่นนั้นจริงๆแล้วเป็นร้านที่ถูกมากๆ เพราะถ้ามองจากเงินเดือนคนญี่ปุ่น 100 เยนก็เหมือนเงินเหรียญเล็กๆเหรียญเดียวค่ะ ให้นึกภาพคนไทยซื้อของที่ราคาประมาณ 10 บาท ตัดสินใจซื้อได้เร็วโดยไม่ต้องคิดมาก
จริงอยู่ว่าร้อยเยนมีมูลค่าประมาณ 30 บาท หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน แต่ถ้าเทียบอำนาจการซื้อละก็ เงิน 100 เยน ที่ญี่ปุ่นซื้อของได้น้อยกว่า 30 บาทที่ไทยค่ะ
ยกเว้นที่ไดโซ ซึ่งญี่ปุ่นถูกกว่าไทยนะ (ชิ้นละร้อยเยนหรือ 30 บาทที่ไดโซญี่ปุ่น แต่ชิ้นละ 60 บาทที่ไดโซไทย) นี่คือสาเหตุที่ไดโซไทยยังไม่รู้สึกว่าเป็นร้านราคาถูกแบบสุดๆค่ะ แต่ก็ได้เปรียบตรงที่สินค้าน่าสนใจหลายอย่างที่มีขายที่นี่เท่านั้น
รู้แล้วว่าถูกแค่ไหน เรามาดูกันต่อดีกว่าว่าร้าน 100 เยนญี่ปุ่นเขามีกลยุทธ์ยังไง ถึงขายของทุกอย่างในราคาร้อยเยนได้

เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมร้าน 100 เยนถึงได้คุมราคาไว้ที่ 100 เยนไว้ได้ ทั้งๆที่ของนั้นบางอย่างน่าจะราคาเกิน 100 เยนไปมากถ้าซื้อจากร้านอื่น แล้วร้านพวกนี้เขาจะเอากำไรจากตรงไหนกัน
ป้าขอยกเคสของร้าน Daiso ที่คนไทยรู้จักกันดี บริษัทตั้งเป้าหมายให้ลูกค้าได้ของใหม่ที่ถูกใจภายใต้ราคา 100 เยนเท่านั้น ดังนั้นบริษัท Daiso ได้พัฒนาโมเดลธุรกิจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Quality × Variety × Uniqueness = Find!Surprise & Fun ผสมผสานระหว่างคุณภาพ ความหลากหลายและความเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้สึกตื่นเต้นและสนุกทุกครั้งเวลาเลือกซื้อสินค้านั่นเอง
ซึ่งหลักทั้ง 3 ข้อนี้ทำให้ Daiso สามารถส่งสินค้าคุณภาพดีราคาย่อมเยาให้กับลูกค้าทั่วโลก
เพราะคอนเซ็ปต์ของร้านคือทุกอย่าง 100 เยน ดังนั้นจึงยากมากที่จะหาของที่ต้นทุนน้อยกว่า 100 เยนไปทุกอัน ดังนั้นร้าน 100 เยนเจ้าใหญ่หลายเจ้าจึงยอมใช้วิธีถัวเฉลี่ยกำไร เน้นขายของหลากหลายและสั่งทีละมากๆ อย่างเช่นของบางอย่างก็ยอมได้กำไรน้อยๆแค่ 10 เยน แล้วค่อยไปเอากำไรเยอะๆกับของอีกประเภท เฉลี่ยๆกันไปแทน
ใครเดินร้าน 100 เยนคงจะเห็นว่ามีสินค้าตัวการ์ตูนน่ารักๆเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเหมียวคิดตี้ หรือเหล่าคาแร็กเตอร์ซานริโอ้ทั้งหลาย เห็นแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าสินค้าลิขสิทธิ์ดังๆอย่างนี้จะราคาแค่ 100 เยนเท่านั้น เพราะคาแร็กเตอร์ดังๆมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว แล้วมาเดินร้าน 100 เยนก็จะดีใจที่ได้เห็นของลิขสิทธิ์ ตัวการ์ตูนตัวโปรดในราคาเอื้อมถึง ป้าเมโกะคิดว่าเพราะด้วยสินค้าทำร่วมกับตัวการ์ตูนดังๆ ซึ่งยิ่งต้องใส่ใจรายละเอียดในการผลิต ได้ของคุณภาพดีตามมาตรฐานของทั้งสองบริษัท ไม่งั้นคงไม่กล้านำออกมาขาย ป้าเลยรู้สึกมั่นใจกับคุณภาพสินค้ามากๆ
หากใครเดินร้าน 100 เยนคงสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าบนชั้นจะมีสินค้าของแบรนด์ตัวเองขายคู่ขนานไปกับสินค้าแบรนด์อื่น อย่างกรณีร้าน Daiso มีสินค้าใต้แบรนด์ตัวเองกว่า 80% โดยส่วนใหญ่จะจ้างโรงานนอกประเทศญี่ปุ่นผลิต (หรือเรียกว่าวิธี OEM- Original Equipment Manufacturer) เพื่อได้ราคาต้นทุนที่ไม่แพงและตรงตามความต้องการ ใครเดินๆลองดูสัญลักษณ์ 「Daiso Select」ใต้แบรนด์ Daiso กันได้เลย
ผู้หญิงและผู้สูงอายุจะเข้าร้าน 100 เยนเป็นประจำอยู่แล้วเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว การมาร้าน 100 เยนนั้นหลายครั้งมาเพื่อซื้อของฝาก จึงไม่แปลกใจเลยว่าที่ทางร้านมีสินค้าแนวญี่ปุ่นๆ และของฝากที่คนต่างชาติน่าจะอยากได้ เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้พวกสินค้าในครัว เช่น ที่ทำเบนโตะ (ข้าวกล่องญี่ปุ่น) อุปกรณ์ทำครัวง่ายๆก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน
ส่วนใหญ่แล้วร้าน 100 เยน จัดการระบบการขายโดยการนำระบบ Point of Sale หรือระบบการขายหน้าร้าน ซึ่งจะบันทึกสินค้าที่ขายได้ เก็บเป็นข้อมูลว่าจะต้องสต็อคของเพิ่มเท่าไรหรือลดจำนวนของที่ขายไม่ดีลง แต่ที่พิเศษขึ้นมา คือระบบของร้าน Seria ซึ่งเป็นอีกหนึ่งร้าน 100 เยนเจ้าใหญ่ของญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทเห็นว่าระบบ POS ที่ใช้ๆกันอาจไม่พอแล้ว บริษัทเลยคิดระบบ SPI (Seria Purchases Index) ขึ้นมาเองเลย โดยปรับดัชนีให้เหมาะสมกับทางร้าน แล้วคำนวณดูว่าในลูกค้า 1000 คน ขายสินค้าอะไรได้บ้างในแต่ละสาขา ระบบนี้ช่วยให้จัดการการสั่งซื้อ ดูเทรนด์การซื้อของลูกค้าในแต่ละสาขา บริษัทจะได้คาดการณ์ถูกว่าควรจะผลิตเท่าไร หรือสินค้าไหนไม่ฮิตแล้วจะได้เอาออกจากร้าน เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนของบริษัทมากๆเลยละ
แตกลายเครื่องสำอาง
ด้วยเหตุผลที่ว่าลูกค้ารายใหญ่ของร้าน 100 เยนคือเหล่าแม่บ้านและผู้หญิงทั่วไป ดังนั้นแน่นอนว่าเครื่องสำอางย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ป้าจึงไม่แปลกใจเลยว่ายอดขาย Top
5 ของร้าน Daiso ในประเทศไทยเรา (ปี 2016) จึงเป็นสินค้าดังต่อไปนี้
เห็นทั้ง 5 อันดับแล้วบอกเลยว่าเครื่องสำอางร้าน Daiso ได้ใจสาวไทยไปเต็มๆ
ป้าคิดว่าสาวไทยเราค่อนข้างมั่นใจกับคุณภาพญี่ปุ่นแถมราคาถูก สามารถตัดสินใจซื้อโดยไม่ต้องคิดมากเหมือนเวลาซื้อเครื่องสำอางเคาเตอร์แบรนด์ดังๆ อันนี้ไม่ถูกใจก็แค่ซื้ออันใหม่ไม่มีอะไรเสียหาย
นอกจากนี้ ด้วยกระแสเครื่องสำอางที่มาแรง ทางบริษัท Daiso จึงรีบจับกระแสความมาแรงของเครื่องสำอางโดยการเพิ่มการจดทะเบียน FDA หรือ Food and Drug Administration ซึ่งเป็นองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในสินค้ามากขึ้นและยังเพิ่มไลน์สินค้าประเภทเครื่องสำอางที่หาซื้อได้เฉพาะที่ร้าน Daiso เท่านั้น เรียกได้ว่าน้ำขึ้นให้รีบตักและเสริมคุณภาพของสินค้าได้อย่างตรงจุด ลูกค้าก็ชอบ ใช้แล้วปลอดภัย บริษัทก็กำไรมากขึ้น Win-Win กันไปเลย
เห็นถึงความสุดยอดของร้าน 100 เยนกันแล้ว คงอยากเข้าไปลองเลือกซื้อ เลือกใข้สินค้าร้าน 100 เยนกันแล้วใช่ไหมเอ่ย
เหล่าพนักงานเขาก็เลือกสุดยอดสินค้ากันมา 10 ชนิดที่บอกเลยว่าสะดวก ใช้แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นมาอีกเยอะ
แต่ละอันบอกเลยนอกจากจะไม่แพงแล้วยังครีเอท มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้ง่าย ราคาประหยัด เอาใจไปเลย
เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับความสุดยอดของร้าน 100 เยนญี่ปุ่น เรียกได้ว่าทุกขบวนการ ทุกการตัดสินใจในการทำธุรกิจผ่านการคิด วิเคราะห์มาหลายขั้นตอน ใครที่หาไอเดียทำธุรกิจก็ลองเอาความสุโก้ยของร้าน 100 เยนไปปรับใช้กันดู ป้าเมโกะอาจได้เห็นร้าน 100 เยนฉบับไทยเราประสบความสำเร็จระดับโลกในอนาคตก็เป็นได้
รัก
ป้าเมโกะ